Author Topic: ขอความรู้ในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ  (Read 9304 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

pacharac

  • Guest
กรณี ไม่มีสถานที่กักเก็บน้ำ เช่นการใส่น้ำในภาชนะแล้วตากแดดทิ้งไว้ 2-3 วัน  และอยากงดการใส่สารเคมีลดคลอรีน  จะใช้การนำน้ำใส่ถังขนาด 20 แกลลอน อาจเติมเกลือเล็กน้อย  แล้วใส่อ๊อกซิเจน
แรง ๆ ทิ้งไว้  ประมาณกี่ชั่วโมง ที่น่าจะใช้ได้  เมื่อก่อนเคยใช้ มาลากรีน เอฟ  ใส่ลงครึ่งของที่ระบุไว้ข้างขวด เติมเกลือเล็กน้อย (1 ช้อนชา)  ตั้งในที่โล่ง ไม่โดดแดด  เตรียมตอนเย็น หรือกลางคืน
เช้ามาก็ใช้เลย  สำหรับเติมทดแทนที่เวลาดูดขี้ปลาออก  ไม่มีปัญหา  แต่ก็อยากงดการใช้ยา....โปรดแนะนำด้วย

narongsak

  • Guest
ซื้อเครื่องกรองน้ำตัวเล็กน่าอยู่ประมาณ 1100-1300 บาทใช้น้ำได้เลย  หรือถ้าเก็บน้ำเป่าอ๊อกก็ประมาณ  12 ชั่วโมงครับ  (เปิดฝาแล้วเป่าอ๊อกแรง ๆ นะ)  แต่ถ้าเลี้ยงปลามีราคาหน่อยก็ซื้อเครื่องกรองน้ำเถอะ  อย่าไปเสียดายมันเลย  เสียดายมูลค่าปลาที่ตายไปดีกว่า(เผลอ ๆ มากกว่าราคาเครื่องกรอง)

nopparat

  • Guest
ถ้าพูดถึงเรื่องเครื่องกรองคลอรีน..พอดีมีรูปตัวอย่างเครื่องกรองที่ใช้อยู่ครับ

อันนี้ใช้ได้ดี



ส่วนอันนี้ก็พอใช้ได้


pacharac

  • Guest
ขอบคุณมากคะ  สำหรับรูปของเครื่องกรอง  จะได้ไปซื้อถูก  ตั้งใจไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะซื้อแบบไหน  กลัวโดดพ่อค้าหลอก
และขอบคุณ คุณ TGC  เป็นอย่างสูง  โทรมาให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา จะค่อย ๆ ทำตามขั้นตอนที่แนะนำไว้  จริงอย่างที่ว่า  ทนุถนอมมากเลยงอแง   วัยรุ่น (ดึก) ก็เงี้ยแหละ  พอรักก็หัวปักหัวปำ

Offline TGC Admin

  • ADMINISTRATOR
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 897
  • Country: th
  • Gender: Male
  • HALF TUXEDO BLUE MOSAICO
    • View Profile
    • ThaiGuppy.com
เออ..........คือว่า ผมโทรไปตอนไหนหรอครับ.......  ??? ???
เลี้ยงปลาแบบอนุรักษ์ ดูเหมือนโบราณ ๆ แต่ลองดูสิ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ

pacharac

  • Guest
อ้าว....แล้วเราคุยกะใคร .... ต่อสายกันอยู่ 3 ตลบ  ขออภัย ๆ    บอกแล้วจิตตก เลยมึน ๆ  งานก็จะทำ  เป็นห่วงน้องปลาก็ห่วง   ป้าเอ๋อน๊ะคะ
ตกลงใครคุยกะป้าคะ  ขอบคุณอีกที และขอโทษ  ที่ฟังไม่รู้เรื่องว่าคุยกะใคร  แต่รู้ และเข้าใจเรื่องที่คุย

TheGuppy

  • Guest
เครื่องกรองคอรีนตัวใหญ่ๆในรูปซื้อที่ไหนครับ แพงหรือเปล่าเอ่ย แล้วต้องเปลี่ยนไส้กรองมันบ่อยแค่ไหนครับ ดูใช้ง่ายดีต่อท่อสายยางที่มีได้เลย
« Last Edit: April 01, 2007, 06:43:45 am by TheGuppy »

pacharac

  • Guest
ป้าเคยถาม ๆ ดู  เห็นว่าพันกว่า  ไม่เกิน พันห้านะคะ

Offline TGC Admin

  • ADMINISTRATOR
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 897
  • Country: th
  • Gender: Male
  • HALF TUXEDO BLUE MOSAICO
    • View Profile
    • ThaiGuppy.com
ซื้อเถอะครับ กรองรุ่นนี้ใช้คุ้มจริง ๆ ครับ แก้ปัญหาระยะยาวเลยครับ
เลี้ยงปลาแบบอนุรักษ์ ดูเหมือนโบราณ ๆ แต่ลองดูสิ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ

TheGuppy

  • Guest
ซื้อได้ที่ไหนครับที่กรองเป็นแท่งตัวใหญ่นั่น มีเบอร์โทร หรือที่ติดต่อร้านไหมครับ ที่พี่ๆใช้กันต้องเปลี่ยนไส้กรองบ่อยแค่ไหน เเล้วผมขอถามอีกเรื่องคือเวลาทำน้ำใหม่เราใส่จุลินซีไปด้วยแล้วทิ้งไว้สัก3วันก่อนปล่อยปลาดีไหมให้ปลารู้สึกว่าเปนน้ำเก่า แล้วที่Tetra Blackwater ทำหน้าที่เหมือนกับจุลินซีหรือเปล่า เพราะถ้าเทียบราคากันเเล้วจุลินซีที่ซื้อมาแบบใส่บ่อปลาคราฟราคาถูกกว่ามาก

Offline kombua

  • k+G+B
  • TGC STAFF
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 1,027
  • Gender: Male
  • Tel. : 084 1557514, 085 2219023
    • View Profile
    • k+G+B Guppy Studio
มารู้จักคุณสมบัติของน้ำเบื้องต้นก่อนที่จะเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
อนุพงศ์ มาลี (ผู้รวบรวม)




คุณสมบัติของน้ำกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
     คุณสมบัติของน้ำ (water quality) หมายถึงคุณสมบัติของน้ำทางฟิสิกส์, เคมี และชีวะ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน และมีความสำคัญต่อการเพาะเลี้ยง โดยมีผลต่อการเจริญเติบโตช้าหรือเร็ว, เกิดการตาย, เกิดโรคระบาด ตลอดจนมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น คุณสมบัติของน้ำมีมากมายหลายประการ แต่ที่มีความสำคัญและมีผลต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีไม่มากนักแต่สามารถที่จะควบคุมจัดการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการได้ ดังนั้นคุณสมบัติของน้ำที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา หมายถึง สภาพของน้ำที่สามารถทำให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย มีการเจริญเติบโตแพร่ขยายพันธุ์ได้มีความแข็งแรง ทนทาน และปราศจากโรค

คุณสมบัติของน้ำบางประการที่มีผลต่อการเพาะเลี้ยง
ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)
     ความเป็นกรดเป็นด่าง เป็นการวัดปริมาณความเข้มข้นของไฮโดรเจนอิออนที่มีอยู่ในน้ำเพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เราทราบว่า น้ำหรือสารละลายมีคุณสมบัติเป็นกรดเป็นด่าง ในการทำปฏิกิริยาต่างๆ ระดับความเป็นกรดด่างมีค่าอยู่ระหว่าง 0-14 โดย 7 เป็นจุดกึ่งกลางหากต่ำกว่า 7 มีค่าเป็นกรด หากสูงกว่าเป็นด่าง ค่า pH ในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น ลักษณะพื้นดินและหิน ตลอดจนการใช้ที่ดินบริเวณแหล่งนั้น และอิทธิพลของสิ่งมีชีวิตในน้ำ เช่น จุลินทรีย์และแพลงก์ตอนพืช pH ของน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ในแหล่งน้ำ พืชน้ำสามารถใช้ธาตุอาหารได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับค่า pH ของน้ำ หากระดับ pH ต่ำกว่า 4.5 พืชน้ำเจริญเติบโตได้ไม่ดีขณะเดียวกันหากค่า pH ต่ำหรือสูงเกินไปก็ไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงมีผู้แนะนำช่วง pH ที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดังนี้
          - pH 4.0 หรือต่ำกว่า = เป็นจุดอันตรายทำให้ปลาตายได้
          - pH 4.0-6.0 = ปลาบางชนิดอาจไม่ตาย แต่ผลผลิตจะต่ำคือ การเจริญเติบโตช้าการสืบพันธุ์หยุดชะงัก
          - pH 6.5-9.0 = ระดับที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
          - pH 9.0-11.0 = ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำหากต้องอาศัยอยู่เป็นเวลานาน
          - pH 11 หรือมากกว่า = เป็นพิษต่อปลา
    ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีค่า pH เปลี่ยนแปลงในช่วงตอนกลางวันและกลางคืนสืบเนื่องจากแพลงก์ตอนพืชและพืชน้ำใช้คาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อทำการสังเคราะห์แสงในตอนกลางวัน ทำให้ค่า pH สูง และจะค่อยๆลดตอนกลางคืนเนื่องจากคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยคืนกลับมาจากการหายใจของสิ่งมีชีวิตในน้ำ น้ำที่มีค่าความเป็นด่าง (Alkalinity) ต่ำจะมีปริมาณแพลงก์ตอนพืชมาก pH จะสูง 9-10 ในช่วงบ่าย ดังนั้นการเช็คค่า pH ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรเช็คในเวลาเช้ามืดและช่วงบ่าย เพื่อได้ทราบค่า pH ต่ำสุดและสูงสุดในรอบวันเพื่อที่จะป้องกันแก้ไขได้ทัน กรณีค่า pH สูง 9-10 หากเกิดขึ้นช่วงระยะเวลาสั้นๆจะไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และแหล่งน้ำที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงไม่ควรมีค่า pH เปลี่ยนแปลงเกิน 2 หน่วยในรอบวัน ค่า pH นอกจากมีผลต่อสัตว์น้ำโดยตรงแล้วยังมีผลทางอ้อมเช่น ทำให้สารพิษชนิดอื่นๆแตกตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง เช่น pH ระดับสูงขึ้นทำให้ความเป็นพิษของแอมโมเนียเพิ่มมากขึ้น การแทรกซึมของสารพิษบางชนิดเข้าสู่ร่างกายสัตว์น้ำขึ้นอยู่กับค่า pH ของสารละลายนั้นๆ นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยในบ่อปลาหากปรากฎว่าน้ำหรือดินในบ่อที่มีสภาพเป็นกรดมากเกินไป จะต้องปรับปรุงค่า pH สูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่เหมาะสมเสียก่อนจึงใส่ปุ๋ย เพื่อที่จะให้ปุ๋ยสามารถละลายและถูกนำไปใช้โดยสิ่งมีชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปรับค่า pH ในบ่อเลี้ยงปลา
     บ่อเลี้ยงหลายแห่งดินมีสภาพเป็นกรด (acid soil) ทำให้น้ำในบ่อมีสภาพเป็นกรดไม่เกิดผลดีต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงต้องปรับปรุงโดยการเติมปูนขาว (Liming) โดยปูนขาวจะทำปฏิกริยากับดินช่วยให้ค่า pH , ค่าความเป็นด่างและความกระด้างสูงขึ้นไปด้วย หากบ่อสร้างใหม่ต้องคอยเช็คคุณภาพน้ำและปรับสภาพน้ำอยู่เสมอ
     ปลาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อกรด-ด่างได้ต่างกัน หากน้ำมีสภาพความเป็นกรดมากเกินไปทำให้ปลามีผิวหนังซีดขุ่นขาว ปลาจะว่ายไปมาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ปลาจะพยายามฮุบอากาศและพยายามกระโดดออกจากบ่อ ท้ายที่สุดทำให้ปลาตายได้ เช่นเดียวกันหากน้ำมีสภาพเป็นด่าง (pH 8-9 หรืออาจสูงกว่า) จะทำให้ครีบปลากร่อนและเกิดการระคายเคืองขึ้นที่เหงือก การป้องกันไม่ให้ pH ของน้ำสูงเกินไปทำได้โดยการคุมมิให้น้ำมีสีเขียวจัดเกินไป โดยการลดปุ๋ย ลดให้อาหาร พร้อมถ่ายน้ำออกบางส่วนแล้วเติมปูนขาวอัตรา 50-60 กก./ไร่ และไม่ควรเลี้ยงปลาหนาแน่นมากเกินไป

ความกระด้าง (Hardness)
     ความกระด้างของน้ำ (water hardness) หมายถึง ปริมาณของเกลือ, แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมที่ละลายอยู่ในน้ำ ความกระด้างของน้ำแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือความกระด้างชั่วคราว (Temporary hardness) โดยเกิดจากสารละลายของ calcium หรือ magnesium bicarbonate เมื่อถูกความร้อนจะตกตะกอนกลายเป็นหินปูน (carbonate) ส่วนความกระด้างถาวร (permanent hardness) เกิดจากสารละลายพวก calcium หรือ magnesium carbonate และความกระด้างรวมของน้ำ Total hardness หมายถึง ผลรวมของความกระด้างชั่วคราวและถาวรโดยอยู่ในรูปของ calcium carbonate ค่าความกระด้างของน้ำมีค่าตั้งแต่ 0-100 mg/l ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของแหล่งน้ำ เราสามารถแบ่งระดับความกระด้างของน้ำได้ดังนี้
          ความกระด้าง 0 - 75 mg/l น้ำอ่อน
          ความกระด้าง 75 - 150 mg/l กระด้างปานกลาง
          ความกระด้าง 150 - 300 mg/l น้ำกระด้าง
          ความกระด้าง 300 mg/l ขึ้นไป น้ำกระด้างมาก
    น้ำทะเลหรือน้ำกร่อยที่มี Na+ ปะปนอยู่สามารถทำให้ความกระด้าง ของน้ำสูงขึ้นได้ซึ่งไม่เป็นความกระด้างที่แท้จริงเรียกว่า pseudo-hardness ความกระด้างโดยตัวของมันเองไม่ถือว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ แต่ความกระด้างของน้ำมีความสัมพันธ์กับค่าความเป็นด่าง (alkalinity) และความเป็นกรดด่าง (pH) น้ำกระด้างยังช่วยลดความเป็นพิษของสารพิษหลายชนิด เช่น โลหะหนัก (heavy metal) ได้แก่ ปรอท ตะกั่วและแคดเมี่ยม ฯลฯ น้ำกระด้างปานกลางหรือสูงเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ ส่วนน้ำกระด้างอ่อนหรือน้ำฝนไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เราสามารถเพิ่มความกระด้างของน้ำได้โดยการเติมปูนขาว เช่นเดียวกันกับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำ
ค่าความกระด้างของน้ำหากเป็นความกระด้างถาวร ถ้าเราใช้อุปโภคบริโภคเป็นประจำในชีวิตประจำวันจะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นจึงควรต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะนำไปใช้

ความเป็นด่าง (Alkalinity)
     ความเป็นด่างของน้ำ หมายถึงคุณสมบัติของน้ำที่ทำให้กรดเป็นกลาง โดยความเป็นด่างของน้ำประกอบด้วย คาร์บอเนต ไบคาร์บอเนต ไฮดรอกไซค์ เป็นส่วนใหญ่แต่อาจมีพวกบอเรต ซิลิเคต ฟอสเฟต และสารอินทรีย์ต่าง ๆ ค่าความเป็นด่างโดยตัวมันเองไม่ถือว่าเป็นสารมลพิษ แต่มีผลเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านอื่น ๆ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความเป็นกรด (acidity) และความกระด้าง Hardness คุณสมบัติของความเป็นด่างต่อแหล่งน้ำเป็นตัวการควบคุมมิให้ pH เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปหากปรากฏว่าแหล่งน้ำมีค่าเป็นด่างต่ำแสดงว่ามี buffering capacity น้อย ค่าความเป็นด่างของน้ำมีค่าแตกต่างกันไป มีค่าตั้งแต่ 25-500 mg/L แหล่งน้ำเสียชุมชนหรือจากโรงงานอุตสาหกรรมอาจมีค่าเป็นด่างสูง เกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำควรมีค่าความเป็นด่างระหว่าง 100-120 mg/l เราสามารถปรับค่าความเป็นด่างให้สูงขึ้นโดยใส่ปูนขาว (Liming) การลดความเป็นด่างและความกระด้างจะทำได้ยากไม่นิยมกระทำกัน
     ค่าความเป็นด่างกับความกระด้าง (Hardness) มีความสัมพันธ์กัน น้ำที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำควรมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างใกล้เคียงกัน ค่าความเป็นด่างในน้ำไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว น้ำที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างต่ำและความเป็นด่างต่ำจะให้ผลผลิตไม่ดี เช่น การเจริญเติบโตจะต่ำ ฯลฯ
     แพลงก์ตอนพืชและพืชน้ำจะใช้ คาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสังเคราะห์แสงในตอนกลางวันทำให้ค่า pH สูงขึ้น คือน้ำจะมีสภาพความเป็นด่างมากขึ้นและค่อยๆลดในตอนกลางคืน เนื่องจาก คาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากการหายใจน้ำที่มีค่าความเป็นด่างต่ำจะมีค่า pH อยู่ระหว่าง 6-7.5 ในตอนเช้าหากมีปริมาณแพลงก์ตอนหนาแน่นค่า pH ในตอนบ่ายอาจจะสูงถึง 10 หรือมากกว่า ส่วนน้ำที่มีค่าเป็นด่างสูงจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงของ pH มากนักโดยอาจมีค่าอยู่ระหว่าง 7.5-8 ในตอนเช้าและเพิ่มเป็น 9-10 ในช่วงบ่ายในบ่อที่มีค่าความเป็นด่างสูงมากประกอบกับมีค่ากระด้างต่ำค่า pH อาจสูงมากถึง 11 ในระหว่างที่มีการสังเคราะห์แสง ดังนั้น การวัดค่า pH จึงควรเช็คในตอนเช้าและช่วงบ่ายเพื่อได้ทราบค่าความเปลี่ยนแปลงต่ำสุดและสูงสุดในแต่ละวัน

ความเค็ม (Salinity)
     ความเค็มของน้ำ หมายถึง ปริมาณของแข็ง (Solid) หรือเกลือแร่ต่าง ๆ โดยเฉพาะโซเดียมคลอไรค์ (NaCL) ที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยมีหน่วยเรียกว่า (parts per thousand) ppt ค่าความเค็มของน้ำจะสัมพันธ์กับค่า Chlorinity ประกอบด้วยปริมาณ คลอไรค์, โบรไมค์และไอโอไดด์ และความนำไฟฟ้า(conductivity) ที่มีอยู่ในน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมความเค็มของน้ำจะแตกต่างตามสถานที่และประเภทของดิน โดยมีผู้แบ่งประเภทน้ำตามระดับความเค็มดังนี้
          - น้ำจืด (fresh water) ความเค็มระหว่าง 0-0.5 ppt
          - น้ำกร่อย (brackish water) ความเค็มระหว่าง 0.5-30 ppt
          - น้ำเค็ม (sea water) ความเค็มมากกว่า 30 ppt ขึ้นไป
    ความเค็มของน้ำมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ สำหรับสัตว์น้ำบางชนิด เช่น สัตว์น้ำกร่อยที่อาศัยบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มมากจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพความเค็มที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ค่อย ๆ เป็นไปอย่างช้า ๆ โดยสัตว์น้ำจืดสามารถทนอยู่ในความเค็ม 7 ppt ได้ และปลาขนาดเล็กจะมีความทนทานมากกว่าปลาขนาดใหญ่ ค่าความเค็มของน้ำจะแสดงให้ทราบถึงสภาพทางภูมิศาสตร์และผิวดินบริเวณดังกล่าว เช่น บริเวณที่มีฝนตกชุกและมีน้ำไหลตลอดจะมีความเค็มต่ำที่ประมาณ 0.1-25 ppt ส่วนใหญ่ที่แห้งแล้งและมีการระเหยของน้ำสูงก็จะมีความเค็มสูง อย่างไรก็ตามบางพื้นที่หากมีฝนตกชุก น้ำบาดาลอาจมีค่าความเค็มสูงได้เช่นกัน โดยปกติน้ำทะเลจะมีความเค็มประมาณ 35 ppt น้ำกร่อยมีความเค็มประมาณ 10-15 ppt และน้ำที่มีความเค็มมากกว่า 45 ppt ขึ้นไปจะพบในนาเกลือ อาจไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตของสัตว์น้ำบางชนิด สำหรับสัตว์น้ำกร่อยที่อาศัยอยู่บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มมากจะมีความสามารถปรับตัวและทนทานต่อแรงดัน Osmotic ได้ดี แต่สำหรับสัตว์น้ำทั่วๆไปสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเค็มของน้ำที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างช้าๆ

สารพิษ (toxicants)
     ปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติจะปนเปื้อนด้วยสารเคมีชนิดต่างๆ ซึ่งจะมีอันตรายต่อสัตว์น้ำโดยเกิดจากการปล่อยน้ำทิ้งของอุตสาหกรรม, เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัยเนื่องจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้องอาศัยแหล่งน้ำในธรรมชาติจึงมีความจำเป็นในบางครั้งต้องทำการตรวจสอบปริมาณสารพิษตกค้างที่มีอยู่ในน้ำเพื่อป้องกันมิให้สัตว์น้ำเกิดเป็นอันตราย อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ปริมาณสารพิษมีความยุ่งยากหลายประการ เช่น เครื่องมือมีราคาแพง ชนิดและจำนวนของสารพิษที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไปมีมากมายหลายร้อยชนิด ประกอบกับปริมาณที่มีอยู่ในธรรมชาติมีอยู่ในระดับต่ำมาก ดังนั้น การเก็บตัวอย่าง, การรักษาตัวอย่างและตลอดการวิเคราะห์จึงต้องมีความละเอียดรอบคอบ จึงไม่ขอกล่าวในรายละเอียดเพียงแค่จะกล่าวถึงสารพิษ 2 ประเภทคือ
          1. โลหะหนัก (heavy metals) เป็นสารพิษที่ถูกปล่อยมาจากโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ เช่น ปรอท(Hg) , แคดเมี่ยม(Cd), ทองแดง(Cu), ตะกั่ว (Pb), สังกะสี Zn และโครเมียม (Cr) สารพิษเหล่านี้จะทำอันตรายต่อสัตว์น้ำได้ในความเข้มข้นต่ำ และสามารถอยู่ในร่างกายของสัตว์น้ำอาจถ่ายทอดมายังผู้บริโภคสัตว์น้ำเหล่านั้นได้อีกด้วย
          2. สารเคมีเกษตร (pesticides) ได้จากการทำเกษตรกรรมต่างๆเช่น สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดแมลง ศัตรูพืช (insecticides) สารเคมีปราบวัชพืช (herbicides) และสารเคมีกำจัดเชื้อรา (fungicides) เป็นต้น สารประกอบเหล่านี้มีอยู่มากมายหลายร้อยชนิด ซึ่งมีพิษต่อสัตว์น้ำแตกต่างกัน บางชนิดก็สลายได้เร็ว บางชนิดก็สลายได้ช้าและสะสมได้ในสิ่งแวดล้อม
     การเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อทำการวิเคราะห์โลหะหนักต้องใช้ภาชนะที่ไม่ใช่โลหะเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสำหรับสารเคมีเกษตรต้องทำด้วยความรวดเร็วโดยเก็บใส่ขวดแข็งปิดฝาให้แน่นแล้วรีบนำเข้าห้องปฏิบัติการทำการวิเคราะห์ทันที
บ่อหรือตู้เลี้ยงปลาอาจมีสารพิษปะปนอยู่ในน้ำ เช่น อุปกรณ์การเลี้ยงในตู้ปลา ท่อยาง ซีเมนต์ หรือสีต่างๆ ในบ่อเลี้ยงปลาอาจมีสารพิษจำพวก ยาฆ่าแมลง เช่น DDT (ดีดีที) หรือมลพิษจากโรงงานต่างๆ ปะปนได้ ปลาจะดูดสารพิษเหล่านี้เข้าไปในตัวผ่านทางเหงือกและผิวหนัง นอกจากนี้ในบ่อเลี้ยงอาจเกิดสารประกอบจำพวกไนไตรท์และแอมโมเนียอาจสืบเนื่องมาจากการเน่าเปื่อยของอาหารหรือการสะสมของเสียต่างๆภายในบ่อ
     การป้องกันทำได้โดยการหลีกเลี่ยงใช้สิ่งที่คาดว่าจะนำสารพิษมาสู่บ่อปลาและควรเลือกแหล่งน้ำที่จะนำมาเลี้ยงปลาจากแหล่งที่ปลอดสารพิษจากโรงงานการเกษตรและบ้านเรือน

คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide)
     สัตว์น้ำและปลาสามารถทนทานต่อคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในระดับความเข้มข้นสูง แต่อย่างไรก็ตามปลาจะหลีกเลี่ยงไม่อยู่ในน้ำที่มีคาร์บอนไซด์ในระดับที่สูงกว่า 5 mg/l แต่ปลาส่วนมากสามารถทนทานปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 60 mg/L หากมีออกซิเจนอยู่ในระดับที่เพียงพอ ความสามารถในการรับออกซิเจนของปลาจะลดลงโดยเฉพาะตอนเช้า เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยมาจากการหายใจ และยังไม่ถูกนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสง ดังนั้นปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ในบ่อปลาจะมีสูงในช่วงกลางคืนและลดลงตอนกลางวัน นอกจากนี้ คาร์บอนไดออกไซด์อาจจะสูงมากผิดปกติในบ่อหลังจากที่มีการตายของแพลงก์ตอนหรือจากการรวมตัวของน้ำในระดับต่าง ๆ ในขณะที่มีอากาศมืดครึ้ม นอกจากนี้คาร์บอนไดออกไซด์ยังเกิดจากขบวนการย่อยสลาย decomposition พวกอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ โดยแบคทีเรียอยู่ในน้ำและสัตว์น้ำซึ่งจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในน้ำจะถูกพืชน้ำนำไปสังเคราะห์แสงในตอนกลางวันทำให้ปริมาณลดลง นอกจากนี้คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำยังสูญเสียจากการระเหยกลับสู่บรรยากาศเมื่อเวลาพ่นฟองอากาศลงไปในน้ำ เนื่องจากเสียความสมดุลย์ไปและจากการที่พืชน้ำนำไปสร้างสารประกอบพวกหินปูน (calcium carbonate) เรียกว่า Marl ซึ่งเราสามารถไล่คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากน้ำโดยการต้มให้เดือด
     คาร์บอนไดออกไซด์มีความสำคัญต่อแหล่งน้ำเนื่องจากเป็นตัวควบคุมมิให้ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของแหล่งน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเรียกว่า (Buffer system) แหล่งน้ำที่เหมาะสมจะมี (buffering capacity) สำหรับการควบคุมเปลี่ยนแปลงได้ดี ผลของคาร์บอนไดออกไซด์อิสระ ที่มีต่อสัตว์น้ำทำให้ระบบการหายใจของน้ำผิดปกติไปโดยคาร์บอนไดออกไซด์ทำการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดประสิทธิภาพลงในปริมาณที่สูงมากทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่สามารถทำได้ถึงแม้ว่าในน้ำจะมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอก็ตาม
     การเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งน้ำโดยเฉพาะบ่อปลาสามารถสังเกตได้ชัดเจน โดยตอนเช้ามืดจะมีอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง การที่ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงทำให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เนื่องจากคาร์บอนไดออกไซด์ละลายน้ำจะเกิดกรดคาร์บอนิคดังกล่าว โดยทำให้ pH สูงขึ้นในตอนกลางวันลดลงตอนกลางคืน นอกจากการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการหายใจของสิ่งมีชีวิตและการสังเคราะห์แสงของพืชอาจเกิดการรวมตัวของน้ำในระดับต่าง ๆ กันหรือได้รับน้ำเสียจากแหล่งอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตายของแพลงก์ตอนในแหล่งน้ำพร้อม ๆ กัน

ความขุ่นใส (Turbidity) ความโปร่งใส (Transparency)
     ปริมาณสารแขวนลอยทั้งหมด (Total suspenden solids) และความโปร่งใส (Transparency)
ความขุ่นของน้ำแสดงให้เห็นว่ามีสารแขวนลอย (suspended and colloidal matter) อยู่มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะขัดขวางไม่ให้แสงสว่างส่องลงไปได้ลึก โดยสารเหล่านี้จะสะท้อนหรือดูดซับเอาแสงไว้ ดังนั้น การวัดความขุ่นของน้ำจึงเป็นการวัดความเข้มข้นของแสงที่ลดลง เนื่องจากสารแขวนลอยดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำเกิดความขุ่นได้แก่ พวกอินทรีย์สาร และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กโดยปรากฎอยู่ในลักษณะของสารแขวนลอย ตัวอย่างเช่น อนุภาคดิน, ทราย หรือสารอื่นๆ แพลงก์ตอน แบคทีเรียตลอดจนแร่ธาตุต่างๆ
     ความขุ่นของน้ำถึงแม้จะปราศจากสารแขวนลอยทั้งหมดที่มีอยู่ในน้ำแต่ระดับความขุ่นของน้ำไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณสารแขวนลอยดังกล่าว เนื่องจากความขุ่นของน้ำเราจะพิจารณาถึงความเข้มของแสงที่สามารถผ่านลงไปในน้ำ ซึ่งสารแขวนลอยแต่ละชนิดจะมีความสามารถในการดูดซึมสะท้อนแสงแตกต่างกัน ดังนั้นระดับความขุ่นของน้ำไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตามปริมาณสารแขวนลอยในน้ำ เพราะสารแขวนลอยมีอยู่หลายชนิดและมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ผลของความขุ่นของน้ำรวมทั้งสารแขวนลอยที่อาจจะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ รวมทั้งการประมงอาจปรากฏได้ในลักษณะดังต่อไปนี้
          1. น้ำที่มีความขุ่นมากทำให้แสงสว่างส่องลงไปไม่ได้ลึกก็จะขัดขวางหรือลดปฏิกริยาการสังเคราะห์แสงของพืช โดยเฉพาะแพลงก์ตอนพืชกำลังการผลิตขั้นต้น (Primary productivity) ของแหล่งน้ำลดลง ซึ่งจะทำให้ปริมาณอาหารในธรรมชาติของสัตว์น้ำ ลดลงด้วย
          2. ในระดับน้ำที่สูงมากสารแขวนลอยที่ทำให้เกิดความขุ่นจะสามารถทำอันตรายต่อสัตว์น้ำโดยตรงได้ โดยตะกอนสารแขวนลอยจะเข้าไปอุดช่องเหงือกทำให้การหายใจติดขัดและการเจริญเติบโตช้าลงกว่าปกติ การฟักเป็นตัวของไข่และการเจริญเติบโตหยุดชะงักและลดความต้านทานของโรคต่างๆ ฯลฯ
          3. เมื่อน้ำมีความขุ่นจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวและอพยพย้ายถิ่นการหาอาหาร และการล่าเหยื่อลดประสิทธิภาพลง แต่อาจเป็นผลดีต่อสัตว์น้ำขนาดเล็กสามารถรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของศัตรูได้
          4. ความขุ่นทำให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะผิวน้ำผิวบนจะดูดซับความร้อน ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าปกติ แต่อาจเป็นอันตรายแก่สัตว์น้ำบางชนิด นอกจากนี้ยังมีผลต่อปริมาณการละลายของออกซิเจนในน้ำด้วย น้ำที่มีสารแขวนลอยอยู่มากจะสามารถซับปริมาณออกซิเจนได้น้อยกว่าน้ำที่ใสกว่า
          5. น้ำที่มีความขุ่นผิดปกติจะทำให้การจับสัตว์น้ำหรือการใช้เครื่องมือทำการปรับบางชนิดลดประสิทธิภาพลง
     น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีความขุ่นเสมอ เนื่องจากสารแขวนลอยที่ถูกพัดมาจากบริเวณต้นน้ำหรือจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ตะกอนดินทรายหรืออินทรีย์วัตถุอื่นๆ ความขุ่นของน้ำที่เกิดจากแพลงก์ตอนเป็นสิ่งที่ต้องการสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
     สำหรับปริมาณสารแขวนลอยนิยมวัดเป็นน้ำหนักในรูป mg/L แหล่งน้ำที่ให้ผลผลิตทางการประมงที่ดี ควรมีสารแขวนลอยอยู่ในช่วงระหว่าง 25-80 mg/L หากอยู่ในช่วง 80-400 mg/L จะให้ผลผลิตลดลงหากมีมากกว่า 400 mg/L ขึ้นไปจะเลี้ยงปลาไม่ได้ผล
ความโปร่งใส (Transparency) วัดเป็นระยะความลึกของน้ำสามารถมองเห็นวัตถุเป็นแผ่นวงกลม (Secchi dise) ที่หย่อนลงไปในน้ำจนถึงความลึกที่มองไม่เห็นแผ่นวัตถุดังกล่าว หากแหล่งน้ำใดมีค่าความโปร่งใสอยู่ระหว่าง 30-60 ซม. นับว่ามีความเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ หากมีค่าต่ำกว่า 30 ซม. แสดงว่าน้ำมีความขุ่นมากเกินไปหรือมีปริมาณแพลงก์ตอนมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนออกซิเจนขึ้นได้ แต่ถ้าค่ามีความโปร่งใสสูงกว่า 60 ซม.ขึ้นไป แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นไม่ค่อยสมบูรณ์

การกำจัดความขุ่นของน้ำ (Remoral of clay turbidity)
     บ่อปลาบางแห่งต้องกำจัดความขุ่นเพื่อให้แสงสว่างส่องไปได้ลึกเพื่อให้แพลงก์ตอนได้มีการสังเคราะห์แสงได้ วิธีที่นิยมคือใส่อินทรีย์วัตถุต่างๆลงไปในบ่อ เช่น ปุ๋ยคอกในอัตราประมาณ 300 กก./ไร่ หรือใส่ฟางแห้งในอัตรา 300-600 กก./ไร่ ประมาณ 1-2 ครั้ง ฯลฯ ประสิทธิภาพของการใส่สารเหล่านี้จะแตกต่างไปตามสภาพของน้ำและอาจใช้เวลานานหลายอาทิตย์ กว่าจะแสดงผลออกมาให้เห็น
     ส่วนวิธีอื่นได้ผลดีกว่าวิธีที่กล่าวมาแล้วคือ การใช้สารเคมี เช่น สารส้มหรืออลูมินั่มซัลเฟต ซึ่งจะรวมตัวกับสารแขวนลอยต่างๆ ทำให้ตกตะกอนภายในระยะไม่กี่ชั่วโมง การใช้สารส้มควรจะละลายน้ำก่อน แล้วฉีดพ่นไปรอบๆทั่วผิวน้ำในบ่อในขณะที่มีอากาศสงบไม่มีคลื่นลมแรงเพราะอาจทำให้ตะกอนไม่จมลงไปข้างล่างอย่างไรก็ดีสารส้มจะทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรดมากขึ้นโดยไปลดค่าความเป็นด่างของน้ำ
     วิธีอื่นๆอาจทำได้โดยมีการใส่ปูนขาวในบ่อที่มีความเป็นด่างต่ำก่อนที่จะใส่สารส้มอย่างไรก็ตาม การใส่ปูนขาวในบ่อปกติก็จะช่วยทำให้ตะกอนดินเหล่านี้ลดน้อยลงได้เช่นกัน แต่ถ้าหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ควรเติมสารส้มลงไป การใส่สารส้มในบ่อจะทำให้สารแขวนลอยส่วนใหญ่ตกตะกอนได้แต่ไม่สามารถป้องกันความขุ่นได้อย่างถาวร ดังนั้น หากไม่กำจัดแหล่งที่มาของความขุ่นได้แล้ว ความขุ่นก็อาจเกิดขึ้นได้อีกภายหลัง การกำจัดหรือป้องกันการพังทลายของผิวดินโดยการปลูกพืชรอบๆบ่อหรือใช้วิธีขุดคลองกั้นน้ำไว้ชั้นหนึ่งก่อนที่จะปล่อยลงบ่อปลาก็จะช่วยลดความขุ่นของน้ำได้


Offline kombua

  • k+G+B
  • TGC STAFF
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 1,027
  • Gender: Male
  • Tel. : 084 1557514, 085 2219023
    • View Profile
    • k+G+B Guppy Studio
ต่อจากข้างบน  ลงคราวเดียวไม่ได้ครับ ถูกจำกัดด้วยจำนวนตัวอักษร

แพลงก์ตอน (Plankton)
     แพลงก์ตอน หมายถึง สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในน้ำประกอบด้วย แพลงก์ตอนสัตว์ (Zooplankton) , แพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) และแบคทีเรีย (bacteria) เมื่อปริมาณมากขึ้นทำให้มีความขุ่นสูงขึ้น แพลงก์ตอนพืชต้องการเกลือแร่ (inorganic salts) , คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและแสงแดด เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง ส่วนแพลงก์ตอนสัตว์กินพวกแพลงก์ตอนพืชที่ยังมีชีวิตและตายแล้ว รวมทั้งเศษอินทรีย์วัตถุ (organic matter) ในน้ำเป็นอาหาร ส่วนแบคทีเรียอาศัยอินทรีย์วัตถุต่างๆที่เน่าสลายเป็นอาหารในการเลี้ยงปลาที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารโดยตรงเช่น ปลานิลจะให้ผลผลิตได้เร็วและสูงกว่าปลาที่กินอาหารประเภทอื่น
     เนื่องจากแพลงก์ตอนเป็นอาหารธรรมชาติที่สำคัญของปลาดังนั้น ปริมาณแพลงก์ตอนในบ่อปลาจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อผลผลิตปลา นอกจากมีผลต่อการเจริญเติบโตของปลาแล้วแพลงก์ตอนอาจทำให้น้ำขุ่นและขัดขวางไม่ให้พืชน้ำชนิดต่างๆที่อยู่ชั้นล่างไปเจริญเติบโต โดยลดอัตราสังเคราะห์แสง ถึงแม้ว่าแพลงก์ตอนจะมีประโยชน์แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้เหมือนกันโดยเฉพาะเมื่อมีการเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอนมากๆในบ่อปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนิดสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว (blue green algae) มักลอยเป็นฝ้าอยู่บนผิวน้ำและดูดซับความร้อนจากแสงแดดทำให้น้ำในบ่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นในตอนกลางคืน แพลงก์ตอนเหล่านี้จะดูดออกซิเจนในน้ำไปใช้ในการหายใจทำให้เกิดการขาดแคลนออกซิเจนขึ้นในช่วงเช้าได้ นอกจากนี้หากแพลงก์ตอนที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและจะตายพร้อมๆกันจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดลงหรืออาจเกิดกลิ่นในเนื้อปลาได้เช่นกัน
     การเปลี่ยนแปลงประชากรของแพลงก์ตอนทั้งในด้านชนิดและปริมาณนั้นจะทำให้ระดับความโปร่งใสและสภาพลักษณะน้ำเปลี่ยนแปลงไปด้วย หากมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะไม่มีผลกระทบต่อตัวปลาหากมีมากเกิน จะก่อให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสเป็นระยะๆพร้อมเฝ้าสังเกตุสภาพลักษณะของน้ำในบ่อก็จะทำให้ผู้เลี้ยงปลาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     คุณสมบัติของน้ำสามารถควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนได้โดยเฉพาะแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น คาร์บอน , ออกซิเจน , ไฮโดรเจน , ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ฯลฯ ซึ่งในแร่ธาตุเหล่านี้ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนมากที่สุด ดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตลงในบ่ออาจเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอนพืช ทำให้ผลผลิตของปลาสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามหากน้ำขาดแคลน ไนโตรเจน , โปแตสเซียม และคาร์บอนอาจทำให้แพลงก์ตอนไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ ในแหล่งน้ำที่ไม่มีการควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนจะขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและบริเวณชายฝั่งโดยรอบ บ่อปลาที่ตั้งอยู่ในที่ดินมีความสมบูรณ์จะให้ผลผลิตสูง เพราะมีธาตุอาหารมาก ความกระด้างสูงและสามารถควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนให้อยู่ในระดับเหมาะสมได้ เช่น การใส่ปุ๋ยเพิ่ม ปริมาณแพลงก์ตอนในบางแห่งการใส่ปุ๋ยและปูนขาวจะช่วยให้แพลงก์ตอนสูงขึ้นโดยเฉพาะปุ๋ยคอกก็ทำให้ปริมาณแพลงก์ตอนสูงขึ้นเช่นกัน

อุณหภูมิ (Temperature)
     อุณหภูมิของน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลโดยทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ จึงจำเป็นต้องทำการตรวจสอบเพื่อหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นระยะทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยปกติอุณหภูมิของน้ำตามธรรมชาติจะผันแปรตามภูมิอากาศ ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาล ระดับความสูงและสภาพภูมิประเทศ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ กระแสลม, ความลึก, ปริมาณสารแขวนลอยหรือความขุ่น และสภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไปของแหล่งน้ำ
     การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำตามธรรมชาติจะค่อยไปอย่างช้า ๆ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำรงชีวิตสัตว์น้ำ อุณหภูมิของร่างกายสัตว์น้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของน้ำและสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ปลาจะสามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำในช่วงจำกัด เมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตก็จะสูงขึ้น เมื่ออุณหภูมิลดลงกิจกรรมเหล่านั้นก็จะลดลงไปด้วยตามกฎของ(Van Hoff's Law) ซึ่งกล่าวว่าขบวนการ เมตาโบลิซึ่ม (Metabolic rate) ของสิ่งมีชีวิตจะเพิ่มเป็น 2-3 เท่า เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 องศาเซลเซียส เช่น การหายใจ, การว่ายน้ำ, การกิน, การย่อยของอาหาร, การขับถ่ายและการเต้นของหัวใจ เป็นต้น อัตรา กิจกรรมเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในปลาแต่ละชนิด ซึ่งขึ้นอยู่กับขบวนการทางชีวเคมีภายในร่างกายและสภาพแวดล้อม เช่น ปลาขนาดใหญ่จะมีอัตราเมตาโพลิน้อยกว่าปลาที่มีขนาดเล็ก โดยปกติอุณหภูมิภายในตัวปลาจะแตกต่างไปจากอุณหภูมิของน้ำเพียง 0.5-1 oC เหงือกปลาจะเป็นอวัยวะที่สำคัญช่วยในการถ่ายเทและรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ปลาขนาดเล็กจะมีอัตราส่วนระหว่างเหงือกต่อน้ำหนักตัวมากกว่าปลาขนาดใหญ่ ทำให้ปลาขนาดเล็กสามารถทนทานและปรับตัวได้ดีกว่าปลาขนาดใหญ่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำอย่างรวดเร็ว (Temperature shock) สามารถทำให้เกิดอันตรายโดยตรงต่อสัตว์น้ำได้ เช่น ทำให้ระบบการควบคุมขับถ่ายน้ำและแร่ธาตุภายในร่างกาย (Osmoregulatory system) ผิดปกติไปทำให้ร่างกายอ่อนแอและตายได้ การปล่อยน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆที่มีอุณหภูมิสูงหรือระบบหล่อเย็น (Cooling system) จะมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำบริเวณดังกล่าวหากอุณหภูมิสูงกว่า 2-3 oC อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในระดับสูงขึ้นไปชนิดปริมาณและสัดส่วนของประชากรจะถูกควบคุมโดยอุณหภูมิ นอกจากนี้อุณหภูมิยังมีผลต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพของแหล่งน้ำหลายประการ เช่น ความหนาแน่น, ความหนืด, ความสามารถในการละลายก๊าซออกซิเจน, การแบ่งชั้นของน้ำ, การหมุนเวียนของแร่ธาตุต่างๆ และกระแสน้ำ เป็นต้น ผลกระทบที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงคือ ปริมาณออกซิเจนละลายอยู่ในน้ำจะลดลง ขณะเดียวกันสัตว์น้ำต้องการออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดปัญหาขาดแคลนออกซิเจนขึ้นได้และการทำงานของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ชนิดต่างๆในการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลต่างๆในน้ำก็จะเพิ่มขึ้นและต้องการใช้ออกซิเจนมากขึ้นก็จะทำให้แหล่งน้ำขาดออกซิเจนเร็วขึ้นเป็นเหตุให้เกิดการเน่าเสีย การอพยพย้ายถิ่น การวางไข่ การฟักไข่ เป็นตัวของสัตว์น้ำล้วนแต่ถูกควบคุมโดยอุณหภูมิทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำทำให้พืชน้ำโดยเฉพาะแพลงก์ตอนมีการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณของสาหร่ายหลายชนิด เช่น อุณหภูมิสูงจะมีพวกสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวมาก จะไม่ก่อประโยชน์ต่อสัตว์น้ำบางชนิดอาจทำให้เป็นพิษแก่สัตว์น้ำได้ นอกจากนี้หากมีปริมาณมากก็จะทำให้เกิดการเน่าเสียและมีกลิ่นเหม็นย่อมมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำได้เช่นเดียวกัน
     ปลาไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหัน ดังนั้นในการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งต้องระวังเป็นพิเศษ โดยต้องให้ปลาปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิอย่างช้าๆ โดยเฉพาะถ้านำปลาที่มีอุณหภูมิต่ำไปที่มีอุณหภูมิสูงจะมีผลรุนแรงมากกว่า อุณหภูมินอกจากมีผลต่อสัตว์น้ำโดยตรงอาจมีผลทางอ้อมเช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้สารพิษประเภทต่างๆ เช่น ยาปราบศัตรูพืชและโลหะหนักมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิสูงจะช่วงเร่งให้มีการดูดซึม การแพร่กระจายของสารพิษเหล่านั้นให้เข้าสู่ร่างกายเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามสารพิษบางชนิดมีพิษลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิไปทำให้ปฏิกริยาย่อยสลาย และการกำจัดสารพิษออกนอกร่างกายได้เร็วขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้อุณหภูมิของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ความต้านทานต่อโรคของสัตว์น้ำเปลี่ยนแปลงไปและเชื้อโรคบางชนิดสามารถแพร่กระจายได้ดีในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน
     ปลาในเขตร้อนเช่น ประเทศไทยชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิ 25-32 oC บ่อเลี้ยงปลาธรรมชาติโดยทั่วไปเนื่องจากมีปริมาณแร่ธาตุสารแขวนลอย, แพลงก์ตอน และความขุ่นค่อนข้างสูง ดังนั้นตอนกลางวันที่มีแดดจัดผิดน้ำชั้นบนจะดูดซับความร้อนไว้ได้มาก อาจมีอุณหภูมิสูงกว่า 35 oC ส่วนน้ำชั้นล่างที่มีอุณหภูมิต่ำอาจเกิดการแบ่งชั้นของอุณหภูมิความลึก (Thermal stratification) แต่มักปรากฎในแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ ส่วนในบ่อเลี้ยงปลามีพื้นที่น้อย ความลึกไม่เกิน 2 เมตร จะไม่ค่อยเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดีในบ่อที่มีความขุ่นสูงกระแสลมไม่พัดผ่าน อาจเกิดการแบ่งชั้นอุณหภูมิขึ้นได้โดยเฉพาะวันที่มีท้องฟ้าใสลมสงบ แดดจัด การรวมตัวของน้ำชั้นบนและชั้นล่างจะเกิดขึ้นตอนกลางคืนหรือรุ่งเช้าเนื่องจากอุณหภูมิของน้ำจะค่อยๆลดทำให้เกิดการรวมตัวหรือหากในบ่อมีความขุ่นลดลง ปริมาณแพลงก์ตอนลดน้อยลงทำให้แสงสว่างส่องลงไปลึกมากขึ้น การแพร่กระจายของอุณหภูมิจะสม่ำเสมอในทุกๆความลึก เกิดการรวมตัวภายหลังเกิดการแบ่งชั้นของอุณหภูมิส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำทำให้เกิดการขาดแคลนออกซิเจนในแหล่งน้ำได้
อุณหภูมิที่ผิดปกติอาจทำให้เกิดโรค
     หากอุณหภูมิของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอาจทำให้ปลาตายได้เช่น เปลี่ยนแปลงช่วง +12 oC ปลาส่วนใหญ่จะปรับตัวทันแต่มีปลาหลายชนิดไม่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเกิดขึ้นเสมอคือ การขนส่งปลาจากบ่อหนึ่งไปอีกบ่อหนึ่ง ดังนั้นควรระวังในการขนถ่ายหากปลาเกิดช๊อคเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหันทำให้ปลาอ่อนแอลงและติดเชื้อได้ง่ายและปลาที่อยู่ในน้ำที่เย็นหรืออุณหภูมิต่ำจะมีลักษณะผิวหนังซีดและเกิดการติดเชื้อราได้ง่าย
     โดยสรุป การป้องกันผลกระทบอุณหภูมิที่มีต่อสัตว์น้ำควรป้องกันไม่ให้อุณหภูมิของแหล่งน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือผิดปกติไปจากสภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือฤดูกาลและไม่ควรเกินในช่วงอุณหภูมิปกติในการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ

ปริมาณออกซิเจนละลาย (Dissolved oxygen)
     ออกซิเจนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตเนื่องจากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ย่อมต้องการออกซิเจนเพื่อการหายใจและเจริญเติบโต ออกซิเจนในน้ำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น อุณหภูมิระดับความสูงและความเค็ม ออกซิเจนละลายในน้ำได้น้อยเมื่ออุณหภูมิสูง และน้ำที่มีความเค็มสูงจะมีออกซิเจนละลายอัตราความเข้มข้นเท่ากับออกซิเจนในบรรยากาศเรียกว่า จุดอิ่มตัว(Saturation Level) ดังนั้นสัตว์น้ำจะเสี่ยงต่อการขาดแคลนออกซิเจนมากกว่าสัตว์บก ในช่วงฤดูร้อนอัตราการย่อยสลายและปฏิกริยาต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้นทำให้ปริมาณความต้องการออกซิเจนสูงไปด้วย บางครั้งในแหล่งน้ำจะมีปรากฎการณ์เกินจุดอิ่มตัว(supersaturation) เนื่องจากการผลิตออกซิเจนออกมามาก เช่น พืชสีเขียวทำการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ตอนกลางวัน สภาพดังกล่าวหากเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้เช่นกัน ดังนั้นการควบคุมและป้องกันไม่ให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลงอยู่ในระดับต่ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อคุ้มครองให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้ปกติ
แหล่งที่มาของออกซิเจนในน้ำ
          1. จากบรรยากาศโดยตรง เช่น กระแสลมพัดผ่านผิวน้ำ แต่มีปริมาณไม่มาก
          2. จากขบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ของพืชน้ำ เช่น แพลงก์ตอนพืชเป็นแหล่งให้ออกซิเจนในน้ำมากที่สุด ซึ่งตอนกลางวันพืชน้ำจะสังเคราะห์แสงผลิตออกซิเจนออกมาละลายในน้ำ
          3. จากขบวนการเคมีอื่นๆ ในน้ำโดยแหล่งน้ำบางแหล่งมีแร่ธาตุทำปฏิกริยากันทำให้เกิดออกซิเจนละลายในน้ำได้
สาเหตุทำให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดลง
          1. จากการหายใจของสัตว์น้ำและพืชน้ำ
          2. จากการเน่าสลายของอินทรีย์วัตถุ เช่น แบคทีเรีย
          3. จากขบวนการทางเคมีหรือสารประกอบแร่ธาตุต่างๆ
          4. จากการหมุนเวียนของน้ำผสมกับน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำน้อยกว่า
     สัตว์น้ำและพืชน้ำใช้ออกซิเจนละลายน้ำเพื่อการหายใจ การควบคุมปริมาณพืชน้ำและแพลงก์ตอนจึงมีความจำเป็นเพื่อให้ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำเพียงพอตลอดวัน การเน่าสลายของอินทรีย์วัตถุต่างๆโดยแบคทีเรียที่ต้องการใช้ออกซิเจนอย่างเดียวเรียกว่า Biochemical oxygen demand (BOD) จะเป็นดรรชนีในการแสดงว่าน้ำมีความเน่าเสียมากน้อยเพียงใด ถ้าปริมาณความต้องการออกซิเจนสูงมาก แสดงว่า ในน้ำมีอินทรีย์วัตถุเน่าสลายอยู่มาก โดยมีแบคทีเรียทำการย่อยสลายโดยทั่วไปปลาไม่สามารถทนอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำกว่า 0.3 mg/L หรือต่ำกว่า 1.0 mg/L เป็นเวลานานแต่ปลาบางชนิดมีความต้องการออกซิเจนต่ำและมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ สามารถที่จะอยู่ได้ ดังนั้น ในการควบคุมป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำได้รับอันตรายไม่ควรให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำต่ำกว่า 3 mg/l หรือหากต่ำกว่านี้ควรเป็นระยะเวลาสั้นเพียง 2-3 ชั่วโมง
     การขาดแคลนออกซิเจนในน้ำถึงแม้ไม่ต่ำถึงระดับทำให้ปลาตาย แต่อาจมีผลต่อการดำรงชีวิตสัตว์น้ำได้หลายประการ เช่น ปริมาณออกซิเจนต่ำกว่า 3 mg/l ทำให้ระยะฟักไข่ของปลาช้ากว่าปกติ นอกจากนี้สัตว์น้ำขนาดตัวอ่อนมีความแข็งแรงน้อยลง การเจริญเติบโตและต้านทานสารพิษน้อยลงไปด้วย แนวทางแก้ไขภาวะขาดแคลนออกซิเจนระยะสั้น ควรใช้เครื่องมือพ่นน้ำเป็นฝอยกระจายเพื่อดึงเอาออกซิเจนในบรรยากาศลงมา การป้องกันระยะยาวควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนไม่ให้มีมากเกินไป โดยใช้วิธีวัดความโปร่งใส(Transparency) เป็นแผ่นไม้ทาสีขาวสลับดำหย่อนลงไปในน้ำ หากต่ำกว่า 30 ซม. แสดงว่ามีแพลงก์ตอนมากเกินไประยะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตช่วง 30-60 ซ.ม. การลดปริมาณแพลงก์ตอนโดยการระบายน้ำออกจากบ่อประมาณหนึ่งในสามของปริมาณเดิม เอาน้ำใหม่เข้าจากนั้นคอยควบคุมลดปริมาณอาหารและปุ๋ยที่ใส่ในบ่อ นอกจากนี้แพลงก์ตอนพืชชนิดสีเขียวแกมน้ำเงิน (blue green algae) จะเกิดขึ้นในน้ำมีอุณหภูมิสูงช่วงฤดูร้อน แพลงก์ตอนชนิดนี้อาจตายพร้อมกันในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสลมสงบ ทำให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดลงหรือสังเกตุจากสีเขียวเป็นสีเทาหรือน้ำตาล แสดงว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงชนิดแพลงก์ตอน ซึ่งต้องเฝ้าดูและตรวจสอบออกซิเจนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำตลอด
การขาดออกซิเจนในบ่อเลี้ยง
     ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอมักจะว่ายน้ำเร็วกว่าปกติ กระวนกระวาย กระโดดออกมาจากบ่อหรืออาจจะว่ายน้ำอยู่บริเวณผิวน้ำและโผล่ปากขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อฮุบอากาศการขาดออกซิเจนในน้ำในบ่อเลี้ยงมักเกิดจากการเปลี่ยนน้ำไม่ดีพอหรือให้อาหารมากเกินไป อาหารที่เหลือจะเกิดการเน่าเปื่อยและใช้ออกซิเจนมากทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง นอกจากนี้การที่น้ำมีอุณหภูมิสูงจะมีผลช่วงเร่งปฏิกริยาการเน่าเปื่อยของอาหารทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอีก ด้วยการใช้สารเคมีบางชนิดเพื่อรักษาโรค ทำให้เกิดภาวะการขาดออกซิเจน เช่น ฟอร์มาลีนและด่างทับทิม เป็นต้น
การป้องกันการขาดออกซิเจนในบ่อเลี้ยงทำได้โดยการดูแลความสะอาดของบ่อมีระบบการให้อากาศที่ดีและมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำอยู่เสมอโดยดูดน้ำจากก้นบ่อออกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ นอกจากนี้ไม่ควรปล่อยปลาลงเลี้ยงหนาแน่นเกินไป
การวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำ เช่น ความเค็ม, ความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ความเป็นด่าง ความกระด้าง และปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ ฯลฯ พารามิเตอร์เหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น การควบคุมและป้องกันคุณสมบัติของน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำจึงต้องสังเกตุสัตว์น้ำและตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำอย่างสม่ำเสมอ

เอกสารอ้างอิง
ไมตรี ดวงสวัสดิ์ และจารุวรรณ สมศิริ. 2528. คุณสมบัติของน้ำและวิธีการวิเคราะห์สำหรับการวิจัย
     ทางการประมง. ฝ่ายวิจัยสิ่งแวดล้อมสัตว์น้ำ. สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ,
กรมประมง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 17-93 หน้า.
ไมตรี ดวงสวัสดิ์. 2526. คุณสมบัติของน้ำกับการเลี้ยงปลา. สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ, 1-23 หน้า.
กมลพร ทองอุไทย และสุปราณี ชินบุตร. เอกสารแนะนำกรมประมง. 23-26 หน้า.



"สำหรับผมคิดว่าเรื่องน้ำเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับคนเลี้ยงปลาที่จะต้องรู้  และควรอ่านกันคนละหลายๆ ครั้ง ทำความเข้าใจในองค์ความรู้เหล่านี้ บางทีปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเลี้ยงปลา ไม่ได้แก้ยากเกินเลยจากเนื้อหาที่กล่าวข้างต้นมาเลยครับ"  ด้วยความเคารพครับ  : kombua

nopparat

  • Guest

"สำหรับผมคิดว่าเรื่องน้ำเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับคนเลี้ยงปลาที่จะต้องรู้  และควรอ่านกันคนละหลายๆ ครั้ง ทำความเข้าใจในองค์ความรู้เหล่านี้ บางทีปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเลี้ยงปลา ไม่ได้แก้ยากเกินเลยจากเนื้อหาที่กล่าวข้างต้นมาเลยครับ"  ด้วยความเคารพครับ  : kombua


ใช่เลยครับเห็นด้วยตามนั้น  "เรื่องของน้ำ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลา"   ข้อมูลเยี่ยมมากครับพี่คม   ;)




Offline kombua

  • k+G+B
  • TGC STAFF
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 1,027
  • Gender: Male
  • Tel. : 084 1557514, 085 2219023
    • View Profile
    • k+G+B Guppy Studio
ปูนมาร์ล   
- เพิ่มปริมาณแร่ธาตุในน้ำ, ควบคุมการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรด-ด่าง (pH)
- เป็นปูนที่มีค่าความบริสุทธิ์สูง ซึ่งค่า CCE (แคลเซี่ยมคาร์บอเนต) มากกกว่า 80%

ซุปเปอร์โดโลไมท์(โดโลไมท์หิน)
- เป็นโดโลไมท์หิน ที่มีความละเอียด 150 เมช
- ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH), ช่วยในการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอน
- ช่วยแก้ปัญหาดินเน่าเสีย, ช่วยลดแก๊สแอมโมเนีย

ไฮเมชโดโลไมท์ (โดโลไมท์หิน)
- เป็นโดโลไมท์หิน ที่มีความละเอียด 500 เมช จึงสามารถทำปฏิกิริยารวดเร็ว
- ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH), ช่วยในการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอน
- ช่วยแก้ปัญหาดินเน่าเสีย, ช่วยลดแก๊สแอมโมเนีย

แคลเซี่ยมไฮดรอกไซด์(ปูนขาว)
- เป็นปูนขาวชนิดพิเศษ 100%  ลดกรด, แก้ดินเปรี้ยว
- ช่วยเพิ่มความเป็นกรด-ด่าง (pH)

ปูนขาว 70% และปูนขาว 80%   
- เป็นปูนขาวชนิด 70%, 80%  
- ลดกรด, แก้ดินเปรี้ยว, ช่วยเพิ่มความเป็นกรด-ด่าง (pH)

แคลไซท์สตาร์ (แคลเซี่ยม)
- เป็นแคลเซี่ยมชนิดพิเศษ เกรด A ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH) ให้คงที่
- ช่วยรักษาสภาพพื้นบ่อ, รักษาสภาพน้ำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้ง
- ช่วยในการแข็งตัวของเปลือกกุ้ง, ควบคุมสีน้ำ

เอเวอร์กรีนซีโอไลท์ (ซีโอไลท์เบา)
- เป็นซีโอไลท์ชนิดพิเศษ เนื้อเบา, ช่วยลดแอมโมเนีย และแก๊สพิษต่างๆ
- ช่วยปกคลุมและลดการเน่าเสียของพื้นบ่อ, ช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ
- มีประสิทธิภาพในการจับตะกอน, ปรับสภาพและทำสีน้ำได้เขียวทันใจ

ซีโอสตาร์ (ซีโอไลท์หนัก)
- เป็นซีโอไลท์ชนิดพิเศษ เนื้อหนัก, ช่วยลดแอมโมเนีย และแก๊สพิษต่างๆ
- ช่วยปกคลุมและลดการเน่าเสียของพื้นบ่อ, ช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ
- มีประสิทธิภาพในการจับตะกอน, ปรับสภาพและทำสีน้ำได้เขียวทันใจ

ซุปเปอร์เพาเวอร์ (สารเพิ่มประสิทธิภาพ) (ชนิดเม็ด, ผง)
- เป็นแร่ภูเขาไฟ ที่มีธาตุอาหารรองครบถ้วน ประกอบด้วย เพอร์ไลต์, สเมคไทต์, ซีโอไลท์
- สามารถควบคุม pH ในน้ำ ให้คงที่, ช่วยกดตะกอนแขวนลอยในน้ำ, ลดแก๊สพิษ-แอมโมเนีย
- ช่วยให้พื้นบ่อไม่เน่า และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อกุ้ง, แก้ปัญหาน้ำดร๊อป แพลงค์ตอนตาย

เพอร์ไลต์ (ซุปเปอร์ซิลิค) (ชนิดเม็ด, ผง)
- เป็นแร่ภูเขาไฟ ที่มีธาตุอาหารรองครบถ้วน ประกอบด้วย เพอร์ไลต์, สเมคไทต์, ซีโอไลท์
- เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่เซลล์พืช เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคและแมลง ไร รา
- เสริมสร้างประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด, เป็นคลังเก็บปุ๋ยในดินให้พืช
- สามารถเก็บความชื้นไว้ในดิน, ทำให้ดินร่วนซุย ดินดีขึ้นเรื่อยๆ, ปรับ pH ของดินให้เป็นกลาง

เอ็กซ์ตร้าโดโลไมท์ (โดโลไมท์ดินวิเชียร)
- เป็นโดโลไมท์ ชนิดเนื้อดิน จาก จ.เพชรบูรณ์ , มีความบริสุทธิ์สูง และสามารถดูดซึมได้สูง
- ลดความเป็นกรดของดิน, แก้ไขการขาดธาตุอาหารที่จำเป็น (N-P-K)  
- มีธาตุอาหารรองครบถ้วน พืชนำไปใช้ได้เลย

ปุ๋ยธรรมชาติ   
- เป็นปุ๋ยที่ได้จากแร่ธรรมชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบของธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมี, รากพืชยาวขึ้น สามารถหาอาหารได้มากขึ้น, ทนต่อแมลง
- เพิ่มจุลินทรีย์แก่ดิน, รส-กลิ่น ของพืช เป็นไปตามธรรมชาติ, ปลอดสารพิษ

ปุ๋ยอินทรีย์ -  ปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่ธรรมชาติ
- เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสลายตัวของอินทรียวัตถุ ซึ่งมีองค์ประกอบของธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมี, รากพืชยาวขึ้น สามารถหาอาหารได้มากขึ้น, ทนต่อแมลง
- เพิ่มจุลินทรีย์แก่ดิน, รส-กลิ่น ของพืช เป็นไปตามธรรมชาติ, ปลอดสารพิษ

ปุ๋ยชีวภาพ   
- เป็นธาตุอาหารพืชจากอินทรียวัตถุ และฮิวมัส ยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ ต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงในดิน, เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน และผิวดิน, ลดการระบาดของโรคและแมลง
- เร่งการเจริญเติบโตของราก, เร่งตา-ดอก-ใบ-ราก, ทำให้พืชโตเร็ว สมบูรณ์ แข็งแรง
- ช่วยสลายปลดปล่อยสารอินทรีย์ และอนินทรีย์ที่ตกค้าง

0-3-0(ปุ๋ยเคมี-หินฟอตเฟต)   
- เป็นธาตุอาหารพืช ที่ได้จากหินฟอตเฟตจากธรรมชาติบดละเอียด
- สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้สูง
- แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว, ดินกรด, ดินเค็ม, ดินแข็ง ให้เหมาะต่อการปลูกพืชทุกชนิด
- ช่วยเร่งราก-ดอก-ยอด เพิ่มผลผลิต

เก็บมาฝากอีกที เห็นว่ามันต่อเนื่องกันนะครับ  อาจจะเป็นเรื่องกวนใจสำหรับท่านที่รู้แล้ว แต่ท่านที่ยังไม่รู้ ซึ่งก็รวมผมคนนึงด้วย  มันมีประโยชน์มากเลยนะ เก็บใส่ตัวกันเถิดครับ 8)   ความรู้เป็นอะไรที่ต้องแบ่งปันกันครับ : kombua

Offline kombua

  • k+G+B
  • TGC STAFF
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 1,027
  • Gender: Male
  • Tel. : 084 1557514, 085 2219023
    • View Profile
    • k+G+B Guppy Studio
น้ำฝน
              น้ำฝนเกิดจากไอน้ำที่ลอยอยู่ในอากาศกระทบกับความเย็นในบรรยากาศชั้นสูง ๆ และเกิดการควบแน่น กลั่นตัวเป็นละอองน้ำเล็กๆ ต่อมาละอองน้ำดังกล่าวได้รวมตัวกันเป็นเม็ดฝน (หรือลูกเห็บ หรือหิมะ) ตกลงสู่พื้นโลกที่เราเรียกว่าน้ำฝนนั่นเอง
              ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาบนพื้นดินของประเทศไทย มีค่าเฉลี่ยราว 1,700 มิลลิเมตรต่อตารางกิโลเมตร ในประเทศไทยมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 512,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำฝนที่ตกลงบนผืนแผ่นดินในประเทศไทยมากถึง 800,000 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณ 600,000 ล้าน ลบ.ม. จะซึมลงใต้ดิน เหลือเพียง 200,000 ล้าน ลบ.ม. ที่อยู่บนพื้นดิน ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง เป็นต้น ถ้าสามารถเก็บกักน้ำฝนทั้งหมดไว้บนผืนดินได้ ก็จะได้น้ำฝนที่มีความลึกกว่า 1.7 เมตรทั่วผืนแผ่นดินไทยทีเดียว
              โดยทั่วๆไป การเก็บน้ำฝน ก็มักเป็นการรองน้ำผ่านหลังคาบ้าน ถ้าเป็นหลังคาที่ทำด้วยจาก ก็จะมีกลิ่นจากติดมาด้วย ถ้าเป็นหลังคาสังกะสี ก็อาจมีรสเฝื่อนที่เกิดจากสังกะสี ถ้าเป็นหลังคาชนิดกระเบื้องก็จะได้คุณภาพของน้ำอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นชนิดใด เราๆท่านๆ ก็ไม่เคยปีนหลังคาขึ้นไปทำความสะอาดกันเลย เพราะว่ามันสูง กลัวตกลงมาขาแข้งหักเอาง่ายๆ บนหลังคามีอะไรหรือ ? ที่พบโดยทั่วไป ก็จะมีเศษใบไม้ กิ่งไม้ ฝุ่นละออง สนิมเหล็ก ตลอดจนมูลสัตว์ต่างๆ เช่น นก หนู และแมลง เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า คุณภาพของน้ำฝน ขึ้นอยู่กับสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในชั้นบรรยากาศและสิ่งปนเปื้อนที่อยู่บนหลังคา หรือรางระบายน้ำ และตุ่มเก็บน้ำฝนนั่นเอง
              ในอดีต เมือ 40-50 ปีก่อน บ้านเมืองของเรายังเป็นสังคมเกษตร ในยุคนั้น มลพิษต่างๆยังไม่มากมายเหมือนสมัยนี้ น้ำฝนสมัยนั้นมีสิ่งเจือปนจากชั้นบรรยากาศและหลังคาที่รองรับน้อยมาก รสชาติของน้ำฝนจึงค่อนข้าง "จืดสนิท" อาจจะมีรสชาติออกหวานนิดๆเสียด้วยซ้ำไป แต่ปัจจุบันนี้ บ้านเมืองได้พัฒนาไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งขึ้นมากมายทั่วประเทศ คุณภาพของน้ำฝนก็เปลี่ยนไป
              คุณภาพน้ำฝนที่เปลี่ยนไปก็เนื่องจากสารปนเปื้อนต่างๆที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศและบนหลังคา หรือภาชนะรองรับ สิ่งปนเปื้อนเหล่านั้น ได้แก่

อนุภาคสารแขวนลอย ก็คืออนุภาคของแข็งหรือของเหลว ที่มีขนาดเล็กมาก อาจเล็กถึงขนาด 0.001 ไมครอน ( 1 ไมครอน = 10-6 เมตร ) ถ้าหากน้ำฝนชะเอามลสารดังกล่าวลงมาจากชั้นบรรยากาศมาก จะทำให้มีตะกอนแขวนลอยปะปนมาก ทำให้น้ำฝนแลดูขุ่น ไม่ชวนดื่ม
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อละลายในน้ำฝน จะทำให้น้ำฝนมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่ติดไฟ แต่ถ้ารวมกับน้ำจะมีฤทธิ์เป็นกรดเช่นกัน ถ้าก๊าซนี้ถูกผิวหนัง จะทำให้ เกิดอาการคัน ปวดแสบปวดร้อนได้
ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ สามารถทำปฎิกริยากับน้ำ เกิดเป็นกรดไนตริก ที่มีคุณสมบัติกัดกร่อนโลหะได้
              น้ำฝนที่มีกาซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และหรือไนโตรเจนไดออกไซด์ (ข้อ 1.3 แและ 1.4) เจือปน เราเรียกว่า " ฝนกรด " นั่นเอง
              ในด้านคุณภาพแล้ว น้ำฝนที่ตกลงมาสู่พื้นดิน จะตกผ่านชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งประกอบไปด้วย ฝุ่นละออง ฝุ่นผงรังสี ก๊าซ และสารประกอบเคมี ตลอดจนเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆทั้งที่เกิดโรคและไม่เกิดโรค น้ำฝนจะสะอาด บริสุทธิ์มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งปนเปื้อนที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศ และวิธีการเก็บน้ำฝนไว้ใช้ของแต่ละครัวเรือนนั่นเอง
              อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ในชนบท ก็ยังพอจะใช้น้ำฝนสำหรับดื่มได้ แต่ควรต้มให้เดือด เพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน ปัจจุบันนี้ มีหน่วยงานแห่งหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้ทำวิจัยเรื่องคุณภาพน้ำฝน และการฆ่าเชื้อโรค โดยทำร่วมกับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ผลสรุปได้ว่า เราสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ด้วยแสงแดด โดยเอาน้ำบรรจุขวดแก้ว หรือพลาสติกใส แล้วตากแดดสัก 6-8 ชั่วโมง ก็จะได้น้ำสะอาดปราศจากเชื้อโรค
น้ำประปา
 คือน้ำที่ผ่านขบวนการผลิต และการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว และส่งผ่านระบบท่อจ่ายน้ำไปยังบ้านเรือนหรือชุมชน นับได้ว่าน้ำประปาให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้น้ำ เพราะว่าไหลเข้าสู่บ้านผู้ใช้น้ำโดยตรง
เมื่อพิจารณาในด้านราคาแล้ว สมมติว่าน้ำหนึ่งคิว ราคา 10 บาท
1 คิว = 1 ลูกบาศก์เมตร = 1,000 ลิตร
1,000 ลิตร ราคา 10 บาท
1 ลิตร = 1 สตางค์
นับว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับน้ำมัน ราคาลิตรละ 20 บาท
               ในด้านคุณภาพน้ำ น้ำประปาประกอบด้วยเกลือแร่ต่างๆ ละลายอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของน้ำดิบ และชนิดของสารตกตะกอนที่ใช้ในระบบผลิต อย่างไรก็ตาม เกลือแร่ต่างๆที่มีอยู่ในน้ำประปา ก็อยู่ในระดับที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ผู้ที่ไม่นิยมดื่มน้ำประปา มักอ้างว่ามีกลิ่นเหม็นของคลอรีน อันที่จริงการที่มีกลิ่นคลอรีน เป็นการบ่งบอกว่าน้ำประปานั้นสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และปริมาณที่ใส่ในน้ำประปาก็เป็นปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดหากดื่มเข้าไป แต่ถ้าเราไม่ต้องการกลิ่นคลอรีน ก็ให้ตั้งทิ้งไว้ สักคืนหนึ่ง หรือต้มให้เดือด กลิ่นคลอรีนก็จะหายไปเอง
              ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค ตรวจสอบคุณภาพน้ำทั้งทางกายภาพ เคมี และแบคทีเรีย การตรวจสอบจะทำซ้ำถึง 3 ครั้ง เมื่อผลปรากฎว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานองค์การอนามัยโลก กรมอนามัยก็จะประกาศให้พื้นที่นั้นๆ สามารถดื่มน้ำได้จากก๊อกโดยตรง

น้ำกลั่น
              น้ำกลั่นคือน้ำที่ได้จากการควบแน่นด้วยเครื่องกลั่นน้ำ มีความบริสุทธิ์สูงมาก มีเกลือแร่ละลายน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ในเรื่องคุณภาพแล้วอาจมีธาตุทองแดงเจือปนอยู่บ้าง หากกลั่นด้วยเครื่องกลั่นที่ทำด้วยขดลวดทองแดง นอกจากนี้ ค่า พีเอช (pH) ของน้ำกลั่น ( ซึ่งจะบ่งบอกความเป็นกรด-ด่างของน้ำ ) จะค่อนข้างไปทางกรด มักวัดได้ต่ำกว่า 6 (ค่าระดับ 7 คือเป็นกลาง, ต่ำกว่าเป็นกรด และมากกว่าเป็นด่าง) ทั้งนี้เพราะว่า น้ำดิบที่เข้าเครื่องกลั่น มักมีคาร์บอเนต และไบคาร์บอเนตละลายอยู่ ซึ่งจะแตกตัวให้คาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อก๊าซนี้ละลายน้ำ จะทำให้น้ำกลั่นมีฤทธิ์เป็นกรด ถ้าต้องการให้น้ำกลั่นมีค่าเป็นกลาง ก็ทำได้ง่ายๆ โดยต้มให้เดือด เพื่อไล่ก๊าซคาร์บอนได์ออกไซด์ นานอย่างน้อย 15 นาที ตัวกำหนดคุณภาพน้ำที่นิยมใช้วัดความบริสุทธ์ของน้ำกลั่น คือ ค่าสารละลาย (Total dissolved solids) มักจะมีค่าประมาณ 1 มก./ลิตร โดยมีค่าการนำไฟฟ้า (Conductivity) ประมาณ 2 - 3 ไมโครซีเมน/เซ็นติเมตร ซึ่งมีความหมายว่าน้ำกลั่นคือน้ำที่ปราศจากคุณสมบัติทางด้านเคมี และแบคทีเรีย
              เนื่องจากน้ำกลั่นมีความบริสุทธิ์สูงมาก ในทางการแพทย์ จึงนำไปใช้ในการเตรียมสารละลายต่างๆ เช่น ทำน้ำเกลือ เป็นต้น ในด้านห้องปฏิบัต้การวิทยาศาสตร์ ก็ใช้ในการเตรียมน้ำยาต่างๆ ในด้านอุตสาหกรรม ใช้ในการเจือจางต่างๆ เช่น ใช้ในการเติมแบตเตอรี่ เพื่อเจือจางน้ำกรด เป็นต้น

น้ำต้ม
              การต้มน้ำ ก็เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ปะปนมากับน้ำ เช่นแบคทีเรีย การต้ม จำเป็นต้องให้เดือดพล่านสัก 5-10 นาที มิใช่เดือดเพียงปุดเดียว ก็ปิดไฟเสียแล้ว
              ในด้านคุณภาพแล้ว น้ำที่ผ่านการต้มดังกล่าว จะปราศจากเชื้อโรค แต่องค์ประกอบทางเคมียังคงมีอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่อาจเปลี่ยนรูปไปบ้าง จากเดิมที่ละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ ก็กลายเป็นตะกอนขุ่นขาว ยกตัวอย่าง เช่น น้ำบ่อที่มีหินปูนละลายอยู่ (ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า มีความกระด้าง) หากนำมาต้ม หินปูนที่ละลายอยู่จะเปลี่ยนรูปเป็นตะกอนขนาดเล็ก มีลักษณะขุ่นขาว บางคนเรียกว่า เป็น "ฝ้าขาว" ถ้าถามว่า ดื่มน้ำที่มีหินปูน (ทั้งที่ละลาย และที่เป็นฝ้าขาว) จะทำให้เกิดโรคนิ่วหรือไม่ ก็ขอบอกให้ทราบว่า ไม่จริง โรคนิ่วไม่ได้เกิดจากดื่มน้ำที่มีหินปูนแต่อย่างใด ในทางกลับกัน มีงานวิจัยระบุว่า ผู้ที่ดื่มน้ำที่ปราศจากแคลเซี่ยม (หรือหินปูน) มีโอกาสจะเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้ที่ดื่มน้ำที่มีแคลเซี่ยม

น้ำอาร์โอ( R.O)
คือน้ำที่ผ่านการกรองด้วยเครื่องรีเวอร์สออสโมซิส ( Reverse Osmosis ) หลักการของการกรองแบบนี้ จะใช้เยื่อเมมเบรน (membrane) เป็นสารกรอง โดยอัดน้ำภายใต้แรงดันสูงให้ผ่านเยื่อเมมเบรน เฉพาะโมเลกุลของน้ำเท่านั้นที่สามารถซึมผ่านเยื่อเมมเบรนได้ พวกเกลือแร่ธาตุต่างๆ และอนุภาคแขวนลอยจะถูกกรองทิ้งไป เมื่อวัดค่าสารที่ละลายในน้ำจะได้ประมาณ 1 มก./ลิตร
               การกรองแบบนี้ จะได้น้ำที่ผ่านการกรองประมาณ 40-70 % เท่านั้น ยกตัวอย่าง ถ้าผ่านน้ำเข้าไป 100 ลิตร จะได้น้ำที่ผ่านการกรองแล้วประมาณ 40-70 ลิตรเท่านั้น โดยในช่วงแรกๆจะได้มาก และลดลงตามลำดับเนื่องจากเกิดการอุดตัน และหากเกิดรอยรั่วหรือการฉีกขาด ระบบอาร์โอนี้ ไม่สามารถกำจัดแร่ธาตุและจุลินทรีย์ที่มากับน้ำได้หมด ในกรณีนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนเยื่อเมมเบรนใหม่
              ระบบอาร์โอ ไม่สามารกำจัดสารอนินทรีย์ที่ไม่มีประจุไฟฟ้าได้ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ คลอรีน เป็นต้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่จึงเป็นสาเหตุให้น้ำที่ผ่านระบบกรองมีค่าพีเอช ต่ำ มีฤทธิ์เป็นกรด
              นอกจากนี้ ระบบกรอง จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ให้สูบส่งน้ำ อัดผ่านเยื่อ เมมเบรน เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำอาร์โอ จะแพงกว่าน้ำชนิดอื่น
              โดยปกติ ผู้ผลิตเครื่องกรองแบบนี้ จะติดตั้งระบบฆ่าเชื้อโรคเพิ่มเข้าไป เช่นใช้ UV คือใช้แสงอุลตราไวโอเลต ในการฆ่าเชื้อโรค ซึ่งจะได้กล่าวถึงระบบฆ่าเชื้อโรคโดยวิธีนี้ในภายหลัง
              ในด้านคุณภาพ น้ำอาร์โอ เป็นน้ำที่สะอาดปราศจากแร่ธาตุต่างๆ และถ้าผ่านระบบฆ่าเชื้อโรคอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นน้ำที่ปราศจากเชื้อโรคด้วย เนื่องจากมีปริมาณแร่ธาตุละลายอยู่น้อยมากจึงมีรสชาดคล้ายๆน้ำฝน และมีคุณสมบัติเป็นน้ำอ่อน ถ้าจะดื่มน้ำ R.O ตลอดไป ควรเติมแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกายลงไปด้วย

น้ำบ่อตื้น
บ่อตื้น โดยมากจะเป็นบ่อที่ขุดโดยใช้แรงงานคน มีความลึกไม่มากนัก และมักอยู่ใกล้ๆบ้านเรือนหรือชุมชน น้ำชนิดนี้เหมาะสำหรับอุปโภคเท่านั้น หากต้องการใช้บริโภคด้วย จำเป็นอย่างยิ่งต้องนำน้ำตัวอย่างไปตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และแบคทีเรีย เสียก่อน หากได้มาตรฐาน ก็สามารถดื่มได้ แต่ขอแนะนำให้ต้มเสียก่อน เพื่อฆ่าเชื้อโรค
              บ่อน้ำตื้นในประเทศไทยหลายพื้นที่ที่มีลักษณะใส แลดูน่าดื่ม แต่ความใสของน้ำไม่ได้บ่งบอก ว่าสะอาด ปลอดภัยสำหรับดื่ม แนะนำให้ตรวจวิเคราะห์เสียก่อน มีกรณีศึกษาที่อำเภอร่อนพิบูลย์ น้ำบ่อในพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะใส แต่เมื่อนำไปตรวจวิเคราะห์แล้ว พบว่ามีสารหนูเจือปนอยู่ในปริมาณที่สูงพอจะทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้
              มีคำแนะนำที่กระทรวงสาธาณสุขได้ให้ไว้เกี่ยวกับการขุดบ่อตื้นว่า ควรให้อยู่ห่างจากส้วมอย่างน้อย 30 เมตร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจเกิดจากส้วมไหลซึมมาเข้าบ่อน้ำได้
              ในด้านคุณภาพน้ำ กล่าวโดยทั่วๆแล้ว มีทั้งใส และขุ่น รสชาด ก็มีทั้งจืดสนิท เปรี้ยว และเฝื่อน ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับการละลายของเกลือแร่ต่างๆ ตลอดจนสิ่งปนเปื้อนที่มีอยู่ในน้ำบ่อ

น้ำบาดาล
คือน้ำที่อยู่ใต้หิน ค่อนข้างลึก อาจลึกเป็นร้อยๆเมตรก็มี การขุดเจาะมักใช้เครื่องมือเจาะ และใส่ท่อกรุ มีการใส่ยากันซึมรอบๆบ่อด้วยดินเหนียว หรือซีเมนต์ เป็นการป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนจากน้ำในชั้นอื่นๆ
              คุณภาพน้ำ ค่อนข้างใส มีเกลือแร่ละลายมากบ้างหรือน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสภาพธรณีบริเวณรอบๆบ่อนั้น เพราะว่าน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี ก็จะละลายเกลือแร่นั้นๆ ทำให้น้ำบาดาลอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทั้งที่เป็นประโยชน์ เช่น แคลเซี่ยม มักนิเซี่ยม และที่เป็นโทษต่อร่างกาย เช่น มีสารหนู เจือปนอยู่ เป็นต้น ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าน้ำนั้นดื่มได้หรือไม่ ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยสายตาว่าน้ำนั้นใส หรือขุ่นเท่านั้น จำเป็นต้องนำตัวอย่างส่งตรวจทางด้านกายภาพ เคมี และแบคทีเรีย จึงจะบอกได้ว่าน้ำนั้นใช้ดื่มได้หรือไม่ ?
              แร่ธาตุบางอย่างที่มีในน้ำบาดาล และเป็นประโยชน์ ได้แก่ แคลเซี่ยมและมักนิเซี่ยม ซึ่งจะอยู่ในรูปของความกระด้างหรือหินปูน แต่ถ้ามีมากเกินไป จะเกิดเป็นตะกรันเกาะติดภาชนะที่ใช้ต้ม และไม่สามารถขัดสีออกได้โดยการใช้สก๊อตไบร้ท์ หรือฝอยขัดหม้อ หากแต่ควรใช้น้ำส้มสายชู แล้วอุ่นให้ร้อน จะช่วยละลายตะกรันได้ แต่ต้องทำเป็นประจำ ไม่ควรปล่อยให้ตะกรันหนามากจนเกินไป
              เหล็กเป็นแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่มักพบในน้ำบาดาล และมักพบควบคู่กับมังกานิส การมีแร่เหล็กอยู่บ้าง ไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด เพราะว่าร่างกายเราก็ต้องการธาตุเหล็ก เพื่อไปเสริมสร้างเม็ดโลหิต หากแต่ว่า ถ้ามีมากเกินไป จะทำให้น้ำมีสีแดงของสนิมเหล็ก หรือสีดำของมังกานิส เมื่อนำไปใช้ซักผ้า จะทำให้ผ้ามีรอยด่างของสนิมได้ เคยมีผู้นำไปหุงข้าว ก็ทำให้ข้าวบูดเร็วขึ้น ทั้งเพราะว่ามีแบคทีเรียชนิดหนี่งที่สามารถกัดกร่อนเหล็กได้ ที่เรียกว่า Iron bacteria ตัวนี้เองที่ทำให้ข้าวบูดเร็ว
              ฟลูออไรด์ ก็เป็นแร่ธาตุอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อย ร่างกายคนเราต้องการฟลูออไรด์เพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟัน แต่ปริมาณที่ต้องการ ก็ต้องพอเหมาะ คืออยู่ประมาณ 0.7-1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนึ่งลิตร ซึ่งหมายความว่า ประเทศเราเป็นเมืองร้อน มีการดื่มน้ำมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ลิตรต่อคนต่อวัน ก็ควรให้มีฟลูออไรด์เพียงไม่เกิน 0.7 มิลิกรัมต่อน้ำหนึ่งลิตร ส่วนประเทศหนาว ผู้คนดื่มน้ำน้อย ก็ควรให้มีปริมาณฟลูออไรด์มากขึ้น อาจมากได้ถึง 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนึ่งลิตร ปริมาณขนาดดังกล่าวสามารถป้องกันโรคฟันผุได้ แต่ถ้าเราดื่มน้ำที่มีฟลูออไรด์มากเกินไป จะทำให้ฟันลาย ดูไม่สวยงาม จึงกล่าวได้ว่า ฟลูออไรด์มีมากเกินไป ก็ไม่ดี มีน้อยเกินไปก็ไม่ดี
              สารหนู เป็นแร่ธาตุที่สามารถเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต พบมากในบ่อบาดาล หรือแม้แต่บ่อตื้น เช่น ในเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ และอีกหลายแห่งในประเทศ และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกทีเดียว หากดื่มน้ำที่มีสารหนูเข้าไปในปริมาณที่เป็นอันตราย เริ่มแรกจะเกิดอาการที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นจุดดำ บางทีเรียกโรคผิวหนังนี้ว่า โรคไข้ดำ บางทีเรียกว่าโรคมะเร็งที่ผิวหนัง ถ้าเป็นมากๆ ก็ถึงแก่ชีวิตได้

น้ำแร่
              น้ำแร่ธรรมชาติคือน้ำที่มีเกลือแร่ หรือก๊าซบางชนิดละลายอยู่ตามธรรมชาติ และมีมากพอที่จะทำให้กลิ่นหรือรสชาดของน้ำนั้นผิดแปลกจากน้ำธรรมดา น้ำแร่ธรรมชาติได้จากบ่อเปิดตามธรรมชาติ หรืออาจมีการขุดเจาะพื้นดิน เพื่อเข้าถึงแหล่งน้ำนั้น แหล่งน้ำแร่อยู่ใต้พื้นดิน จึงมักสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และสิ่งมีพิษ ทั้งนี้เนื่องจากชั้นของดินได้ทำหน้าที่กรองน้ำให้บริสุทธิ์ น้ำแร่ที่ไม่สะอาดนั้น มักจะเกิดจากการปนเปื้อน ซึ่งเข้ามาถึงแหล่งน้ำโดยทางปากบ่อ แต่ถ้าบ่อน้ำแร่นั้นเป็นน้ำพุร้อน จะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง หรือซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูง
               คณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission) ได้ให้คำจำกัดความของน้ำแร่ไว้ว่า คือน้ำใดๆที่มีในธรรมชาติ มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีเกลือแร่ละลายอยู่อย่างน้อยที่สุด 1,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนึ่งลิตร หรือมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อิสระอย่างน้อย 250 มิลลิกรัมต่อน้ำหนึ่งลิตร หรืออาจมีสารบางอย่างที่ทำให้น้ำแร่มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ เป็นต้น
              ในยุโรปหลายประเทศได้ จำแนกประเภทของน้ำแร่ตามชนิดของแร่ธาตุต่างๆที่ละลายอยู่ ดังนี้

น้ำแร่ที่มีเกลือแคลเซี่ยม มักนิเซี่ยม ในรูปของไบคาร์บอเนตหรือซัลเฟต
น้ำแร่ที่มีฤทธิค่อนข้างเป็นด่าง เนื่องจากมีเกลือโซเดียมไบคาร์บอเนต
น้ำแร่ที่มีรสค่อนข้างเฝื่อนหรือฝาด เนื่องจากมีเกลือซัลเฟตของโซเดียม และมักนิเซี่ยม
น้ำแร่ซึ่งมีรสกร่อย เนื่องจากมีเกลือโซเดียมคลอไรด์อยู่มาก
น้ำแร่ซึ่งมีแร่ธาตุบางชนิด เช่น ฟลูออไรด์ ลิเทียม สตรอนเทียม กำมะถัน โบรอน โบรไมด์ และไอโอไดด์ เป็นต้น
น้ำแร่ที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือสารกัมมันตภาพรังสี เป็นต้น


ประโยชน์ทางการแพทย์ของน้ำแร่บางประเภท ได้แก่

น้ำแร่ที่มีรสเฝื่อนหรือฝาด เนื่องจากมีเกลือซัลเฟตของโซเดียมและมักนิเซียมเป็นองค์ประกอบ จะช่วยระบบขับถ่าย ถือกันว่าช่วยในการระบายท้องได้
น้ำแร่ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เนื่องจากมีเกลือโซเดียมไบคาร์บอเนต อาจช่วยลดกรดใน กระเพาะอาหารได้
น้ำแร่ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เนื่องมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบ จะช่วย ขับปัสสาวะ นอกจากนั้นยังทำให้น้ำมีรสชวนดื่มอีกด้วย
น้ำแร่ที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ มีประโยชน์ในการป้องกันโรคฟันผุ

 คณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ ได้ร่วมกันพิจารณาร่างมาตรฐานน้ำแร่ธรรมชาติ ซึ่งใช้เป็นเครื่องดื่มและได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการผลิตน้ำแร่ออกจำหน่ายเพื่อบริโภคไว้หลายประการ คือ
              น้ำแร่ธรรมชาติ จะต้องมีความสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากแบคทีเรียที่ให้โทษต่อร่างกาย ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก สำหรับจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย (pathogenic bacteria) เช่น อีโคไล(E.coli), สเตรปโตค๊อคคัส (Streptococcus) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าได้มีการปนเปื้อนกับสิ่งปฏิกูลต่างๆ นั้น ก่อนการนำออกจำหน่ายจะต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์ทั้งทางกายภาพ เคมี และจุลินทรีย์ เสียก่อน เพื่อควบคุมคุณภาพให้แน่ใจว่าปราศจากการปนเปื้อนดังกล่าว
              โดยปกติน้ำแร่ธรรมชาติ มีปริมาณสารพวกโลหะหนักอยู่น้อยมาก ถ้ามีมากแสดงว่ามีการปนเปื้อนอันอาจติดมาจากเครื่องมือเครื่องใช้ในการการผลิต ถ้าขบวนการผลิตถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ไม่ควรพบสารอินทรีย์ ไซยาไนด์ ไนเตรต ไนไตรต์
              การผลิตน้ำแร่ธรรมชาติออกจำหน่ายเพื่อบริโภค จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วๆไปเกี่ยวกับสุขลักษณะของอาหาร ตามร่างมาตรฐานของ Codex ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

การผลิตยอมให้มีเฉพาะ การลดหรือเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อิสระ และการแยกส่วนใสออก(Decantation) การกระทำดังกล่าวข้างต้น ต้องไม่ทำให้แร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของน้ำแร่เปลี่ยนแปลงไป
ห้ามการขนย้ายน้ำแร่ธรรมชาติโดยบรรจุใส่ถังหรือภาชนะขนาดใหญ่ แล้วนำไปบรรจุขวดออกจำหน่าย หรือนำไปผ่านกรรมวิธีอื่นๆก่อนการบรรจุ เพราะการขนส่งดังกล่าว อาจทำให้เกิดการปนเปื้อน หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ถ้าน้ำแร่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การขนส่งโดยวิธีดังกล่าว อาจทำให้ก๊าซนั้นระเหยออกไปได้
การนำน้ำแร่ออกจากบ่อ ต้องมีการป้องกันมิให้สิ่งสกปรกเข้าไปปนเปื้อนได้
เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต ต้องทำด้วยวัสดุที่เหมาะสมกับชนิดของน้ำแร่ และในลักษณะที่จะป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่น้ำแร่ได้ รวมทั้งการล้าง การบรรจุต้องถูกต้องตามข้อกำหนดเกี่ยวกับด้านสุขลักษณะ
ในระหว่างการผลิต ถ้าตรวจพบว่ามีน้ำเสียปนเปื้อน จะต้องหยุดการผลิตหมดทุกขั้นตอน จนกว่าจะขจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนหมดไป และจะต้องมีการตรวจสอบการปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นระยะ ๆ
เกี่ยวกับภาชนะที่บรรจุนั้น มาตรฐานได้กำหนดไว้ว่าต้องเป็นภาชนะที่ปิดสนิท สามารถป้องกัน การปนปลอม หรือปนเปื้อนได้ในระหว่างที่มีการวางขายในตลาด
สำหรับเรื่องฉลากนั้น ต้องแสดงตำแหน่งของที่ตั้งของแหล่งน้ำ ชื่อของแหล่งน้ำ วันที่บรรจุ รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ผลิต เพื่อแสดงความรับผิดชอบของผู้ผลิต และต้องแจ้งผลการวิเคราะห์ของคุณภาพน้ำด้วย ส่วนการโฆษณาสรรพคุณนั้น ทางองค์การอนามัยโลกได้เสนอไว้ว่าไม่ควรปรากฏอยู่บนฉลาก เนื่องจากประโยชน์อันแท้จริงของน้ำแร่นั้นยังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ คนจำนวนมากรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศ เชื่อกันว่า น้ำแร่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ความเชื่อถือยังขาดหลักฐานผลการทดลองที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาตร์สนับสนุน

น้ำผ่านอุปกรณ์แม่เหล็ก
              ปัจจุบันมีผู้นำเข้าอุปกรณ์แม่เหล็กชนิดถาวร สำหรับติดกับก๊อกน้ำ หรือท่อน้ำประปา เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น การปรับปรุงดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงได้โดยวิธีทดสอบทั่วๆไปที่ใช้ในห้องปฏิบัติการวิเคราะห์น้ำทั้งหลาย
               ก่อนที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไป อยากจะปูพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับโมเลกุลของน้ำ เสียก่อนว่า ประกอบด้วยอ๊อกซิเจน 1 อะตอม และ ไฮโดรเจน 2 อะตอม โดยไฮโดรเจนจะเกาะกับอ๊อกซิเจน ทำมุม 105 องศา เมื่อน้ำผ่านสนามแม่เหล็ก ขนาดของมุมจะลดลงเหลือ 103 องศา การที่ขนาดของมุมลดลง ทำให้แรงตึงผิว (Surface tension) ของน้ำลดลงเช่นกัน และสิ่งที่ได้ตามมาจากที่แรงตึงผิวลดลง ก็คือ ทำให้ก๊าซอ๊อกซิเจนสามารถเข้าไปละลายในน้ำได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีอยู่แล้ว คุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการละลายได้มากขึ้น เช่น น้ำ 1 แก้ว สมมติว่าสามารถละลายน้ำตาลได้มากที่สุด 1 ช้อน แต่เมื่อผ่านสนามแม่เหล็กแล้ว สามารถละลายได้มากกว่า 1 ช้อน เป็นต้น นอกจากนี้จำนวนแบคทีเรียที่มีอยู่ในน้ำ ก็ลดจำนวนลง แม้แต่การเปลี่ยนรูปของหินปูนหรือตะกรันของแคลเซี่ยมคาร์บอเนต ให้เป็นตะกอนที่มีลักษณะยุ่ยเหมือนฝุ่นผงของแคลเซี่ยมคาร์บอเนต อุปกรณ์แม่เหล็ก ก็มีส่วนช่วย หากว่าความเข้มของสนามแม่เหล็กมากพอ
              ความรู้เกี่ยวประโยชน์ของอุปกรณ์แม่เหล็กที่เกี่ยวกับน้ำหรือของเหลวนั้น ผู้ที่สนใจสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีการค้นคว้ากันในประเทศสังคมนิยม ซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษารัสเซีย หรือภาษาจีน

Offline kombua

  • k+G+B
  • TGC STAFF
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 1,027
  • Gender: Male
  • Tel. : 084 1557514, 085 2219023
    • View Profile
    • k+G+B Guppy Studio
น้ำบรรจุขวด
              น้ำดิบที่นำมาผลิตเป็นน้ำบรรจุขวด มีทั้งที่เป็นน้ำบาดาล และน้ำประปา ที่นิยมใช้น้ำทั้งสองประเภทเพราะว่า มีคุณภาพที่ดี มีความสะอาดพอที่จะใช้ดื่มได้อยู่แล้ว ผู้ผลิตต้องการให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน และคุณภาพที่เชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น จึงนำมาผ่านระบบผลิตอีกครั้งหนึ่ง
              การผลิต ส่วนใหญ่ก็จะนำน้ำดิบดังกล่าวมาผ่านเครื่องกรอง ที่มีขายในท้องตลาด ซึ่งมีหลายแบบหลายขนาด ตัวโรงงานก็มีทั้งที่เป็นห้องขนาดเล็ก ตึกแถว หรือเป็นโรงงาน เครื่องมือที่ใช้ก็มีทั้งชนิดที่ทำเอง หรือสำเร็จรูป มีทั้งที่ทำในประเทศ และบางส่วนมาจากต่างประเทศ เช่น ระบบบรรจุขวด ระบบฆ่าเชื้อโรค ก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน

ความหลากหลายในระบบผลิต มีดังต่อไปนี้
ผู้ผลิตบางรายมีความเชื่อว่าน้ำดิบ (น้ำบาดาลหรือน้ำประปา) มีคุณภาพดี ความสะอาดพอเพียง ก็จะนำมาบรรจุขวดเลยโดยตรงก็มี
ผู้ผลิตบางรายผลิตตามข้อ 9.1 แล้ว ก็เพิ่มมาตรการฆ่าเชื้อโรคอีกครั้งหนึ่ง ระบบฆ่าเชื้อโรคที่นิยมใช้กันได้แก่ การใช้แสงอุลตราไวโอเลต หรือที่เรียกว่าระบบยูวี (UV) นั่นเอง บางรายก็อาจใช้เครื่องโอโซน
การผลิตน้ำบรรจุขวด ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องกรองน้ำ ที่นิยมใช้กัน มักจะเป็นระบบที่เราเห็นมีขายตามท้องตลาดที่เป็นลักษณะท่อคู่ที่ใช้ในครัวเรือน แต่ในการผลิตเป็นอุตสาหกรรม ก็จะแยกท่อเป็นถังขนาดใหญ่ขึ้น โดยในถังแรก หรือเครื่องกรองชุดแรก จะเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้กำจัดความขุ่น หรืออนุภาคแขวนลอย สารกรองที่ใช้ได้แก่ ทราย แอนทราไซด์ เซรามิกฟิลเตอร์ (ceramic filter) , ไมโครฟิลเตอร์(micro filter), อุลตราฟิลเตอร์ (ultra filter), นาโนฟิลเตอร์ (nano filter) และ เมมเบรน (membrane )เป็นต้น แต่ละชนิดมีความสามารถในการกรองอนุภาพแขวนลอยที่มีขนาดเล็กมากได้ถึง 1 ไมครอนทีเดียว ดังนั้น น้ำที่ผ่านการกรองแล้ว จะใสมาก ซึ่งถ้าวัดออกมาในรูปของความขุ่น แล้ว จะพบว่ามีความขุ่นต่ำกว่า 0.2 เอ็นทียู ( NTU) ทีเดียว เมื่อผ่านการกรองดังกล่าวแล้ว จะไปผ่านการกรองอีกครั้งหนึ่ง
              อนึ่ง สารกรองที่ใช้อยู่ ต้องการการบำรุงรักษาเป็นประจำ เช่น ต้องมีการทำความสะอาดตามกำหนดระยะเวลา หรือมีการเปลี่ยนชุดของสารกรองเสียใหม่ เมื่อของเก่าหมดสภาพแล้ว เป็นต้น
              กำจัดกลิ่น หรือสารเคมีที่เป็นอันตราย หรือสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดรสชาดแปลกๆได้
ถ่านกัมมันต์ ได้จากการเผาไม้ หรือกะลามะพร้าว หรือกระดูกสัตว์ที่อุณหภูมิสูง ประมาณ 800-900 OC ผลลัพธิ์จะได้ถ่านกัมมันต์ที่มีโครงสร้างภายในเป็นรูพรุน มีพื้นที่ผิวภายในเฉลี่ยประมาณ 10,000 ตารางฟุตต่อกรัม มีความหนาแน่นเพียง 0.08-0.5 สามารถจุดไฟติดได้ คุณสมบัติของถ่านกัมมันต์ในการดูดซับกลิ่นหรือสีของน้ำจะหมดลงเมื่อรูพรุนเต็มไปด้วยโมเลกุลของสารอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ ทั้งหลายจนเต็ม จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่านกัมมันต์เสียใหม่ ไม่สามารถนำกลับไปล้างหรือเคาะ หรือทำความสะอาดด้วยวิธีง่ายๆ เพื่อทำให้ถ่านกัมมันต์มีคุณสมบัติดังเดิมได้               อนึ่ง ถ่านกัมมันต์ที่มีขายตามท้องตลาด มีสองชนิด คือชนิดเป็นฝุ่นผง และเกล็ด แต่ที่นิยมใช้ในเครื่องกรองน้ำ จะเป็นชนิดเกล็ด
              เมื่อผ่านการกรองทั้งสองขั้นแล้ว สุดท้ายจึงจะผ่านการฆ่าเชื้อโรค ก่อนการบรรจุขวดต่อไป
น้ำดิบบางแห่งมีหินปูนมาก เช่น น้ำบาดาล ผู้ผลิตจำเป็นต้องมีระบบกำจัดหินปูนออก บางคนเรียกว่าระบบกรองหินปูน ระบบนี้ไม่มีกลไกในการกรอง แต่เป็นการแลกเปลี่ยนแคทไอออน หรือประจุบวกของแคลเซี่ยมที่ทำให้เกิดหินปูนนั่นเอง โดยใช้สารเรซิน ในน้ำประปาปกติจะมีหินปูนละลายอยู่น้อยมาก หินปูนดังกล่าวจะตรวจสอบในรูปของความกระด้าง น้ำบาดาลบางแห่งอาจมีหินปูนละลายอยู่เป็นปริมาณมากจนเกิดเป็นฝ้าขาวของหินปูนเมื่อตั้งทิ้งไว้ ในด้านสุขภาพแล้ว ร่างกายเราต้องการแคลเซี่ยม เพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังเป็นประโยชน์ต่อผู้เป็นโรคหัวใจอีกด้วย อย่างไรก็ตามผู้บริโภคอาจเกิดความไม่แน่ใจ เกรงว่าแคลเซี่ยมในหินปูนจะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่ว เพราะเมื่อนำไปต้มแล้ว แลเห็นเป็นตะกรันเกาะติดที่ภาชนะ ในทางการแพทย์ มีหลักฐานยืนยันว่าโรคนิ่วไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำที่มีหินปูน หากแต่เกิดจากความไม่สมดุลย์ของแร่ธาตุบางชนิดที่ได้จากอาหาร เช่น พวก ฟอสเฟต เป็นต้น
              อนึ่ง การใช้เรซินในการกำจัดความกระด้าง หลักการก็คือ โซเดียม ในเรซิน จะไปแลกที่กับแคลเซี่ยมในน้ำ ทำให้น้ำไม่กระด้าง เมื่อเรซินจับแคลเซี่ยมไว้หมดแล้ว เรซินก็จะขาดคุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนไอออนดังกล่าว เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง เครื่องกรองน้ำที่มีเรซินบรรจุอยู่ จะไม่สามารถกำจัดความกระด้างได้อีกต่อไป จะต้องนำเรซินไปฟื้นฟูให้มีคุณสมบัติดังเดิม วิธีการนี้ว่า Regenerate โดยใช้น้ำเกลือหรือกรดเกลือล้างเรซินหลายๆครั้ง สำหรับการทดสอบว่าเครื่องกรองนี้หมดสภาพในการจับแคลเซี่ยมแล้ว จะได้กล่าวในหัวข้อการตรวจสอบคุณภาพน้ำต่อไป การฆ่าเชื้อโรค

ระบบฆ่าเชื้อโรคที่นิยมใช้กับเครื่องกรองน้ำทั่วไป ทั้งที่ใช้ในครัวเรือน และที่ใช้ในอุสาหกรรมการผลิตน้ำขวด ได้แก่
 
ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วย UV วิธีที่จะให้ได้ผลดีนั้น จะต้องให้น้ำที่ต้องการฆ่าเชื้อโรคไหลผ่านหลอด UV อย่างช้าๆ และระดับน้ำที่ไหลผ่านนั้น ไม่ควรลึกมากนัก เพื่อให้แสง UV ส่องทะลุตลอดความลึกของน้ำ ระหว่างที่น้ำไหลผ่าน และต้องมีระยะเวลาที่แสง UV ส่องอยู่ในน้ำนานพอที่จะทำปฏิกริยาฆ่าเชื้อโรคได้หมด นอกจากนี้จะต้องคอยทำความสะอาดหลอด UV อยู่เสมอ เพื่อป้องกันมิให้ฝุ่นละอองเกาะติดหลอด UV ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคลดลง
ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซน โอโซน เป็นก๊าซที่สลายตัวได้ง่าย มีสีน้ำเงินอ่อน และมีกลิ่นฉุน ในธรรมชาติมีโอโซนประมาณ 0.05 มก.ต่อลิตร ในชั้นบรรยากาศที่สูงๆขึ้นไป (12-25 กม.) จะมีโอโซนมากกว่านี้ เนื่องมาจากปฏิกริยาระหว่างรังสี UV และอ๊อกซิเจนนั่นเอง ด้วยเหตุว่าโอโซนสลายตัวได้ง่าย และไม่สามารถขนส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ ทำให้ต้องมีการผลิต ณ บริเวณที่จะใช้งาน เช่น ที่โรงกรองน้ำ ระบบนี้ให้ผลดีมาก เพราะว่าโอโซนเป็นตัวที่ทำปฏิกริยาได้ไว สามารถฆ่าเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กอย่างไวรัสได้ดี แต่ระบบนี้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ยุ่งยาก ในการผลิตโอโซน ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ยังมีข้อเสียคือ ไม่มีโอโซนหลงเหลือเหมือนคลอรีน จึงยังไม่เป็นที่นิยมใช้กับระบบประปาในประเทศสหรัฐอเมริกา(บางเมือง) ประเทศฝรั่งเศส หรือแม้แต่ในประเทศสิงค์โปร์ ได้ใช้ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนกับระบบประปา แต่ก็เสริมด้วยคลอรีนอีกครั้ง เพื่อใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าน้ำผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว โดยตรวจครั้งสุดท้ายว่ายังมีคลอรีนหลงเหลืออยู่
ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแร่เงิน แร่เงินที่ละลายอยู่ในน้ำมีคุณสมบัติในการทำลายสิ่งมีชีวิต เช่น พวกอัลจี (algae) แบคทีเรีย ได้
ผู้ที่ค้นพบเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวสวิส ชื่อ Carl von Nageli ซึ่งได้ตีพิมพ์ไว้ตั้งแต่ปี 1893
              การใช้แร่เงินก็มีหลายวิธี ผู้ผลิตบางรายนำแร่เงินไปเคลือบบนทรายกรอง บางรายอ้างว่าเคลือบบนถ่านกัมมันต์ ผู้เขียนก็ยังไม่เคยทดสอบประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคแต่อย่างใด แต่ทราบมาว่า ทางการแพทย์ ได้ใช้น้ำยา ซิลเวอร์ไนเตรต (Silver nitrate) ในการหยอดตาเด็กแรกเกิด เพื่อฆ่าเชื้อโรค ซึ่งขณะนี้ก็ยังใช้กันอยู่
              อนึ่ง เมื่อ 30-50 ปีก่อน ในประเทศไทย มีการใช้ภาชนะที่ทำด้วยเงิน เช่น ขันเงิน ใส่น้ำฝน หรือน้ำประปาเพื่อใช้ดื่ม ในเรื่องนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าเชื้อโรคหรือไม่ ไม่เป็นที่ยืนยัน

คลอรีน สารประกอบคลอรีนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรค ได้แก่ ก๊าซคลอรีน สารประกอบไฮโปคลอไรท์ และคลอรีนไดอ๊อกไซด์ ข้อได้เปรียบของสารเหล่านี้คือ จะมีคลอรีนหลงเหลือ หรือคลอรีนตกค้าง ซึ่งใช้เป็นคลอรีนสำรองในการฆ่าเชื้อโรคหากปะปนเข้ามาในภายหลังอีก การที่มีคลอรีนหลงเหลืออยู่ แม้จะเป็นจุดดี แต่ก็กลายเป็นจุดอ่อนที่ผู้บริโภคมักอ้างว่ามีกลิ่นเหม็น ทำให้น้ำ(ประปา)มีกลิ่นอันพึงรังเกียจ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้คลอรีนไม่เป็นที่นิยมใช้ในระบบการผลิตน้ำบรรจุขวด
การใช้แสงแดด แสงแดดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีรังสีอยู่ชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี ชื่อว่า อุลตราไวโอเลต หรือมักเรียกกันว่า UV นั้น เป็นแสงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แสงธรรมชาตินี้สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการฆ่าเชื้อโรคอยู่บ้าง ได้แก่ สารแขวนลอยที่อยู่ในน้ำ สารนี้จะบดบังแสงแดด หรือดูดซับแสงแดด ทำให้ลดทอนประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคลง
              สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สิ่งแวดล้อมแห่งสวิสเซอร์แลนด์ (Swiss Federal Institute for Environmental & Technology) ใช้ชื่อย่อว่า EAWAG ได้ทำการทดลองฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงแดดในหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน อินโดนิเซีย ไทย อินเดีย โคลัมเบีย โบลิเวีย เป็นต้น วิธีฆ่าเชื้อโรคแบบนี้เรียกเป็นศัพย์เทคนิคว่า SODIS (Solar Water Disinfection) โดยนำน้ำที่ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย มาบรรจุขวดพลาสติก อาจใช้ขวดแก้วก็ได้ วางไว้ในที่แจ้ง ให้แสงแดดส่องสัก 5-8 ชั่วโมง ก็จะได้น้ำที่ปราศจากเบคทีเรีย ปลอดจากเชื้อโรคต่างๆ ไว้สำหรับดื่ม
การทดสอบคุณภาพน้ำ
              ในเรื่องการทดสอบคุณภาพน้ำนี้ จะกล่าวเฉพาะที่เกียวข้องกับธุรกิจการขายน้ำ ซึ่งก็มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน การทดสอบนี้ไม่ครบทุกรายการที่องค์การอนามัยโลกได้แนะนำไว้ หากต้องการตรวจสอบทุกรายการ จำเป็นต้องส่งตัวอย่างน้ำอย่างน้อย 3 ลิตร ส่งตรวจ ณ ห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่มีเครื่องมือ และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ และทันสมัย สำหรับการตรวจสอบ นี้ เป็นการตรวจสอบเพียงบางรายการ เพื่อวัตถุประสงค์ของการขายสินค้าเป็นหลัก ดังนี้ 
พีเอชมิเตอร์ (pH meter) คือเครื่องมือสำหรับวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำ ปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ขนาดใหญ่ ราคาเกือบแสน สามารถแสดงผลเป็นตัวเลข จนถึงขนาดเท่าปากกา โดยใช้ปลายด้านที่เป็นอิเล็คโทรด จุ่มลงไปในน้ำวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ก็แสดงผลเป็นตัวเลขเช่นกัน ปกติค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำนั้น องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ระหว่าง 6.5-8.5 ดังนี้
             นอกจากการใช้เครื่องพีเอชมิเตอร์แล้ว ก็มีการใช้น้ำยาบรอมไทมอลบลู ( Bromthymol blue) ในการตรวจสอบค่า พีเอช ผู้ขายจะแนะนำว่า เมื่อหยดลงในน้ำ หากเป็นสีเขียวแสดงว่าเป็นกรด หากเป็นสีฟ้า เป็นด่าง น้ำยาบรอมไทมอลบลู จะแบ่งความแตกต่างของสีไว้ตั้งแต่พีเอช 6.0-7.6
ถ้าตัวอย่างน้ำมีค่าพีเอช 6.0 - 6.4 จะให้สีออกเขียว
ถ้าตัวอย่างน้ำมีค่าพีเอช 6.5 - 7.6 จะให้สีออกสีฟ้า


อุปกรณ์สำหรับตรวจสอบว่าไส้กรองเรซินหมดอายุ วิธีการที่ใช้กัน ก็ให้หยดน้ำยาชนิดหนึ่งลงไปในน้ำ หากได้สีน้ำเงิน ก็แปลว่าไส้กรองเรซินยังใช้งานได้ หากเป็นสีแดง ก็หมดสภาพแล้ว
ในเรื่องนี้สามารถอธิบายได้ว่า น้ำยาดังกล่าวคือตัวบ่งชี้ หรือที่เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Indicator ในห้องปฏิบัติการจะใช้น้ำยาตัวนี้ในการวิเคราะห์หาความกระด้าง ถ้าในน้ำมีความกระด้าง (คือมีเกลือของแคลเซี่ยม และมักนิเซี่ยม) ตัว Indicator นี้จะรวมตัวกับแคลเซี่ยมและมักนิเซี่ยม เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อน ให้สีของน้ำยาเป็นสีแดง (คล้ายไวน์แดง) หรือสีม่วงแดง ถ้าสารเรซินยังมีประสิทธิภาพ(ในการแลกประจุ) อยู่ ก็จะจับเอาแคลเซี่ยม และมักนิเซี่ยมจากน้ำเอาไว้ ปล่อยสารประกอบโซเดี่ยมออกมา น้ำยา Indicator ที่หยดลงไปในน้ำ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน Indicator ตัวนี้มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า เออริโอโครมแบล๊คที (Eriochrome Black T) นั่นเอง
การตรวจสอบคลอรีนหลงเหลือ จะใช้น้ำออโธ่โทลิดีน ผู้ขายบางรายอาจเรียกว่า ออโทลิดีน (O' Tolidine) เมื่อหยดน้ำยานี้ลงไปในน้ำ หากมีสีเหลืองเกิดขึ้น ก็แปลว่ามีคลอรีนหลงเหลืออยู่ จะมีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณคลอรีน ถ้ามีคลอรีนมาก จะออกสีเหลืองเข้ม ถ้าน้อย ก็เหลืองอ่อน
              การตรวจว่ามีคลอรีนหลงเหลืออยู่ แสดงว่าน้ำนั้นสะอาดปราศจากเชื้อโรค คลอรีนปริมาณที่มีอยู่ในน้ำประปา ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด
การใช้อุปกรณ์สองขาตรวจสอบคุณภาพน้ำ วิธีนี้ไม่ใช่การตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มตามหลักวิชาการ หากแต่เป็นการอาศัยเครื่องวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้งาน ให้เกิดการหลงเชื่อในทางที่ผิด แม้ว่าทางการจะได้ระงับการโฆษณาไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ที่ละเมิดคำสั่งดังกล่าวอยู่ นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่ไม่มีโอกาสได้รับฟังคำชี้แจงข้อเท็จจริง ยังคงคล้อยตามการทดลองและคำชักชวนให้หลงเชื่ออีกเป็นจำนวนมาก
              เรื่องนี้อธิบายได้ว่า เครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วย ขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งทำด้วยโลหะเหล็ก อีกขั้วหนึ่งทำด้วยอลูมิเนี่ยม หลักการมีอยู่ว่า เมื่อปล่อยพลังงานไฟฟ้าผ่านขั้วทั้งสองที่จุ่มอยู่ในสารละลาย จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี มีการแยกธาตุได้สารเคมีเกาะที่ขั้วไฟฟ้า ในทางวิทยาศาสตร์เรียกวิธีการนี้ว่า อิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) ดังนั้นเมื่อเอาขั้วทั้งสองจุ่มลงในน้ำตัวอย่าง ซึ่งก็คือสารละลายนั่นเอง หลังจากผ่านกระแสไฟฟ้าลงในสารละลาย จะเกิดตะกอนสีแดงของเหล็กไฮดรอกไซด์ หรือสนิมเหล็กเกิดขึ้น ทำให้ผู้ที่ชมการสาธิตเกิดความหวาดกลัวที่จะดื่มน้ำที่นำมาทดลอง แต่เมื่อแหย่ขั้วทั้งสองลงในน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุละลายอยู่ เช่น น้ำที่ผ่านระบบกลั่น หรือระบบ R.O ก็จะไม่เกิดตะกอนใดๆทั้งสิ้น
              การทดลองดังกล่าว ไม่ใช่วิธีการทดสอบคุณภาพน้ำว่าสะอาด ดื่มได้หรือไม่ได้ ขออย่าได้หลงเชื่อ เป็นอันขาด
              การทดสอบ หรือตรวจสอบคุณภาพน้ำที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจหลักการ และวัตถุประสงค์ในการทดสอบนั่นเอง


ประเภทและแหล่งที่มาของน้ำ ข้อมูลบางส่วนจาก สุนันทา บัวสีม่วง วท.บ.(เกียรตินิยมอันดับ 2) M.Sc.(London University)
17 มกราคม 2543 นำลง web 13 มิถุนายน 2548 : kombua   :-X