Author Topic: สรรคุณ และข้อควรระวัง ของฟอร์มาลีน และเต็ตตร้าไซคลิน  (Read 11534 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

nopparat

  • Guest
หัวข้อ: สรรคุณ และข้อควรระวัง ของฟอร์มาลีน และเต็ตตร้าไซคลินครับ
(ขออภัยท่านเจ้าของหัวข้อนะครับ..จำไม่ได้ว่าเป็นของใคร แต่มีประโยชน์ เป็นความรู้เพิ่มเติมดีครับ)   
..............................................................................................................................................   

                     พอดีอ่านเจอในเวป และคิดว่าน่าจะนำมาประกอบเสริมความรู้ให้เพื่อน ๆ ได้ครับ
   
                     ฟอร์มาลีน     
   
                    ฟอร์มาลินเป็นสารละลายที่ประกอบด้วย ฟอร์มาดีไฮด์ 37-40 เปอร์เซ็นต์ ในการใช้ถือว่าเป็น
100 เปอร์เซ็นต์ ในธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำ มีสูตรทางเคมีคือ CH2O ซึ่งปกติจะมีเมธานอลผสมอยู่ประมาณ 10-15
เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเปลี่ยนรูปเป็นพาราฟอร์มาดีไฮด์ซึ่งเป็นพิษมากกว่าฟอร์มาลินมาก
ลักษณะโดยทั่วไปของฟอร์มาลิน คือ เป็นสารละลายใส มีกลิ่นฉุน เป็นสารรีดิวซ์รุนแรง เมื่อสัมผัสกับอากาศจะถูก
ออกซิไดส์ช้า ๆ ไปเป็นกรดฟอร์มิก มีค่า pH ประมาณ 2.8-4.0 สามารถรวมตัวได้กับน้ำ แอลกอฮอล์ แต่ฟอร์มาลิน
ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารดังต่อไปนี้ คือ ด่างทับทิม ไอโอดีน และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ถ้าเป็นฟอร์มาลินที่เก็บ
ไว้นานหรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาฟาเรนไฮด์    ( 4.4 องศาเซลเซียส ) ฟอร์มาลินจะเปลี่ยนรูปไปเป็น
พาราฟอร์มาดีไฮด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นตะกอนสีขาวจึงไม่ควรนำไปใช้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ฟอร์มาลิน
มีผลไปลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำได้โดยตรง โดยการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นดึงออกจากน้ำแล้วเปลี่ยน
เป็นกรดฟอร์มิก ทำให้ pH ลดลง ซึ่งฟอร์มาลินที่ระดับความเข้มสูงๆ สามารถลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ
ลงได้มากกว่าที่ระดับความเข้มข้นต่ำ นอกจากนี้ฟอร์มาลินยังมีผลไปลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำได้ทางอ้อม
โดยการฆ่าแพลงก์ตอนพืชบางส่วนทำให้การผลิตออกซิเจนโดยการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชลดลง
ในขณะเดียวกันมีการใช้ออกซิเจนเพื่อย่อยสลายแพลงก์ตอนโดยจุลินทรีย์ จึงมีผลทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลาย
น้ำลดลงได้มากกว่าปกติ   

                       หลังจากการใช้ฟอร์มาสินจะพบว่าปริมาณแอมโมเนียจะลดลง เนื่องจากแอมโมเนียในน้ำสามารถ
รวมตัวกับฟอร์มาลินกลายเป็นสารประกอบที่เรียกว่า methylenetetramine จึงทำให้ปริมาณแอมโมเนียในน้ำลดลง
การสลายตัวของฟอร์มาลินขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำและการใช้เครื่องให้อากาศถ้าอุณหภูมิสูงและมีการใช้เครื่องให้
อากาศฟอร์มาลินจะมีการสลายตัวเร็ว ฟอร์มาลินในระดับ ความเข้มข้น 25 ppm. ( 50 ลิตรต่อไร่ ที่ระดับความลึก
1.20 เมตร ) จะสลายตัวหมด   ภายในเวลาไม่เกิน 36 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 27-30 องศาเซลเซียส   

                       ในปัจจุบันมีการใช้ฟอร์มาลินกันอย่างแพร่หลายในการป้องกันโรคดวงขาว (ตัวแดงดวงขาว )
ในปริมาณ 50 ลิตรต่อไร่ ที่ระดับความลึก 1.20 เมตร ( 25-30 ppm. ) นอกจากฟอร์มาลินมีประสิทธิภาพในการ
ป้องกันโรคดวงขาว ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโปรโตซัวจำพวก ซูโอแทมเนียม ( Zoothamnium ) รวมทั้ง
ป้องกันและรักษาโรคเรืองแสงที่เกิดจากเชื้อ วิบริโอ ( Vibrio ) โดยใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 25-30 ppm. แช่ตลอด   

                     การรักษาโรคปลาด้วยฟอร์มาลิน
   
                     1. โรคที่เกิดจากพยาธิจำพวกเซลล์เดียว
                     ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าปลาของท่านป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพยาธิพวกนี้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ นำตัวอย่างปลา
ที่สงสัยว่าป่วยมาให้นักวิชาการทางด้านโรคสัตว์น้ำตรวจ หรือถ้ายังไม่สามารถมาได้ก็อาจจะสังเกตุจากอาการของ
ปลาที่ป่วยว่า มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดเหล่านี้หรือไม่ จุดขาวตามลำตัว แผลตกเลือดขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม
กระจายทั่วไป เหงือกซีดมาก ครีบกร่อน ลอยหัวอยู่ตามผิวน้ำ ปากหรือหนวดเปื่อย เป็นต้น   

   ถ้าปรากฏว่าปลาของท่านมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็อาจจะพอสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าปลาของท่าน
เป็นโรคเนื่องจากพยาธิจำพวกเซลล์เดียว ท่านก็ควรใช้ฟอร์มาลินรักษาปลาของท่านโดยใช้ในอัตราความเข้มข้น
25 ppm. ซึ่งหมายความว่า ถ้าบ่อปลาหรือตู้ปลาของท่านมีน้ำอยู่ 1 คิวบิกเมตร หรือ 1 ตัน หรือ 1000 ลิตร ก็ใช้
ฟอร์มาลิน 25 ซีซี

                      ตัวอย่าง การคำนวณปริมาตรน้ำ ในบ่อสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร
ระดับน้ำลึก 0.5 เมตร   

                     สูตร ปริมาตรน้ำ = กว้าง ด ยาว ด ความลึกของน้ำ ( หน่วยวัดเป็นเมตร )
                              = 1.5 ด 2 ด 0.5
                              = 1.5 ลบ. ม. ( หรือ 1.5 คิว )

                     ดังนั้นในบ่อนี้จะใช้ฟอร์มาลิน = 1.5 ด 25 ซีซี ( ปริมาตรของน้ำ ด จำนวน ppm )
                              = 37.5 ซีซี
   
                     2. ใช้ฟอร์มาลินกำจัดพยาธิปลิงใส
                     พยาธิปลิงใสนี้มีขนาดใหญ่กว่าโปรโตซัว มักจะเกาะตามผิวตัว และที่เหงือกปลาดุก ปลาช่อน
ตลอดจนปลาสวยงานก็พบมากเช่นกัน ปลิงใสบางชนิดที่มีขนาดใหญ่ถ้าพบเป็นจำนวนมากสามารถเห็นได้ด้วย
ตาเปล่า ลักษณะเป็นเส้นคล้ายขนสีขาวสั้น ๆ ปลิงใสนี้ก่อให้เกิดปัญหามากเช่นกันในการอนุบาลลูกปลา กำจัด
ได้โดยการใช้ฟอร์มาลิน 45 ppm. ( หรือ 45 ซีซี ต่อน้ำ 1 คิว ) แช่นาน 2-3 วัน และควรแช่ซ้ำอีกถ้ายังไม่หายป่วย   

                      การป้องกันโรคปลาด้วยฟอร์มาลิน
   
                     1. ควรจะฆ่าเชื้อพยาธิภายนอกขณะที่ลูกปลาอยู่ในบ่ออนุบาล โดยใช้ฟอร์มาลินประมาณ 45 ppm.
( หรือ ฟอร์มาลิน 45 ซีซี ต่อน้ำในบ่อ 1 คิว ) แช่ลูกปลาในช่วง 2-3 วัน ก่อนจับขาย   

                     2. ถ้าช่วง 3-5 วัน หลังจากที่ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงแล้วพบปลามีอาการลอยหัว ให้สาดฟอร์มาลิน
45 ppm. ลงในบ่อเลี้ยง หรือจะใช้ฟอร์มาลิน 25 ppm. ร่วมกับดิพเทอร์เร็กซ์ 0.25 ppm. ก็ได้ แช่ปลาไว้ตลอด
 โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายน้ำในช่วง 2 สัปดาห์ที่ใส่ยาฆ่าเชื้อ   

                      ข้อควรระวังในการใช้ฟอร์มาลิน
   
                      1. การสาดฟอร์มาลินลงในบ่อให้ยืนอยู่เหนือลม ใช้ผ้าปิดจมูกป้องกันการสูดดม และไอของ
ฟอร์มาลินเข้าตา
   
                      2. ในบ่อปลาที่เขียวจัด จะต้องระมัดระวังการใช้ฟอร์มาลินเป็นพิเศษ เพราะฟอร์มาลิน
นอกจากจะลดปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยตรงแล้วยังทำให้แพลงก์ตอนบางส่วนตาย ทำให้เกิดการเน่าเสีย   
   
                      3. ของน้ำ ซึ่งจะทำให้ปลาเกิดอาการขาดออกซิเจนได้ ดังนั้นการใช้ฟอร์มาลินควรใช้ในเวลา
ที่มีแดดจัด
   
                      4. ถ้าใช้ฟอร์มาลินในบ่อปูน ก็ควรจะเปิดแอร์ปั๊มเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับน้ำ เพราะ
ฟอร์มาลินจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง   
   
                      5. อัตราการใช้ฟอร์มาลิน 25-45 ppm. นี้ จะสลายตัวหมดภายในเวลา 1-2 วัน ถ้าใช้ในวันที่
แดดจัดฟอร์มาลินก็จะสลายตัวได้เร็ว ฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องฟอร์มาลินตกค้างหลังการใช้   
   
                       6. ควรเก็บฟอร์มาลินไว้ในบริเวณที่ไม่ถูกแสงแดดและเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเสีย
และวิธีที่จะดูว่า ฟอร์มาลินที่เรามีอยู่ยังใช้ได้หรือเปล่าก็โดยดูที่ก้นภาชนะที่ใส่ฟอร์มาลิน ถ้ามีตะกอนขาว ๆ
( บางครั้งอาจเป็นสีแดงคล้ายสนิม ) ตกอยู่ก็หมายความว่า ฟอร์มาลินนั้นเสียแล้วไม่ควรนำมาใช้ เพราะอาจ
เป็นพิษต่อปลาอย่างมาก   
..................................................................................................................................................................

                     กลุ่มยาเตตร้าซัยคลิน (Tetracyclines) เอกสารเผยแพร่ ยูนิตี้ เทคโนโปรดักส์
   
                     คุณสมบัติ
                     กลุ่มยาเตตราซัยคลินมีสูตรโครงสร้างหลักเป็นวงแหวนมีลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองรสขม
และละลายน้ำได้จำกัด ที่มี pH เท่ากับ 7 ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์สูงสุดที่ pH ระหว่าง 5.5-6 ภายใต้อุณหภูมิและ pH
ที่ไม่เหมาะสม ยากลุ่มเตตราซัยคลิน จะเกิดการสลายตัวโดยการเกิดทั้ง degradation และ rearrangement
ของสูตรโครงสร้างทำให้ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค นอกจากนี้ที่ pH ต่ำ (2.0-6.0) กลุ่มยานี้จะเกิด epimerization
เกิดการสลายตัวอย่างรวดเร็วถ้า pH สูง กลุ่มยาเตตราซัยคลินจะเกิด isomerization ไปเป็นไอโซเตตราซัยคลิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาคลอเตตราซัยคลินจะเกิดการสลายตัวได้เร็วที่สุด จะเปลี่ยนเป็นไอโซคลอเตตราซัยคลิน
ทันทีที่ pH 7.5 คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของกลุ่มยาเตตราซัยคลินก็คือ สามารถที่จะรวมตัวกับอิออนของพวกไดวาเลนท์
และไตรวาเลนท์ เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ถ้ายาเตตราซัยคลิน เกิดการรวมตัวกับอิออนก่อนที่จะเกิดการ
สลายตัวในกระเพาะอาหารแล้วยาก็จะไม่มีการดูดซับเข้าสู่กระแสโลหิตเลย   
   
                     กลไกการออกฤทธิ์
                     ยาในกลุ่มเตตราซัยคลินเป็นยาต้านจุลชีพที่มีขอบเขตในการออกฤทธิ์อย่างกว้างขวางครอบคลุม
เชื้อแบคทีเรีย ทั้งแกรมบวกและลบ เชื้อ anaerobicbacteria, rickettsiae, chlamydiae, Mycoplasma, spiro-chetes
และ protozoa บางชนิดการออกฤทธิ์โดยตัวยาไปจับกับสารแมกนีเซียมบนส่วนพลาสม่าเมมเบรนของแบคทีเรีย
แล้วเข้าไปอยู่ใน ไซโตพลาสซึมของเซลล์และมีการรวมตัวกับส่วน 30s ของไรโบโซมในเซลล์ ซึ่งมีผลต่อการ
สังเคราะห์โปรตีนของเซลล์นั้นๆ ยากลุ่มเตตราซัยคลินเป็น chelating agents ที่ดี ดังนั้นยากลุ่มนี้สามารถรวมตัว
กับอิออนชนิดต่างๆ เช่น Ca หรือ Mg ในอาหารหรือรวมตัวกับอิออนในน้ำ ทำให้เสื่อมฤทธิ์ไปได้ง่าย ยาในกลุ่ม
เตตราซัยคลินที่นิยมใช้ในสัตว์น้ำเท่าที่มีรายงาน มี 3 ตัว คือ คลอเตตราซัยคลิน ออกซีเตตราซัยคลิน และ
ออกซีซัยคลิน นิยมให้ยาทางปากไม่ว่าจะผสมอาหารหรือป้อนยาให้กินโดยตรง ยาจะมีการดูดซึมหลังจากที่ยาผ่าน
เข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้ คุณสมบัติทั้งทางเคมีและฟิสิกส์ของยาที่สัตว์ได้รับจะมีผลต่อการดูดซึมที่แตกต่าง
กันในส่วนกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นอย่างมาก หลังจากดูดซึมแล้วบางส่วนของยาจะเกิดเมตาบอลิซึม ค่า
bioavailability (ค่าแสดงบริเวณยาที่มีสิ่งมีชีวิตสามารถนำไปใช้ได้จริง) ของยาในกลุ่มเตตราซัยคลินมีค่าค่อนข้างต่ำ
ทั้งในปลาและกุ้งกุลาดำเมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่มีรายงานในคน ดังนั้นการใช้ยากลุ่ม   เตตราซัยคลินต้องใช้บ่อย
ทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามาก   
   
                     ผลของการใช้ยาที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
                     ยาอออกซีเตตราซัยคลินที่ผสมในอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูป หรืออาหารสด พบว่า
ประมาณ 20-30% ของยาที่ผสมในอาหารเท่านั้นที่สัตว์น้ำจะได้รับเข้าไป ส่วนที่เหลือของยาบางส่วนก็อาจละลายน้ำ
และรวมตัวกับสารต่างๆ รวมทั้งตะกอนดินในน้ำบริเวณที่มีการเลี้ยงปลา ซึ่งอาจมีผลต่อเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เชื้อเหล่านี้ดื้อยาและได้มีการศึกษาผลของแสงที่มีต่อการสลายตัวของยา
จากการศึกษาพบว่าทั้งอุณหภูมิและแสงสว่างมีผลต่อการสลายตัวของยาออกซีเตตราซัยคลินในน้ำทะเล