จากหัวข้อเก่าจาก เฮีย siangchai
ภาคที่ 5 การรักษาโดยใช้เกลือ
การรักษาโดยใช้เกลือ คุณสามารถใช้เป็นสิ่งที่ใช้รักษาเป็นสิ่งแรกได้เลย ถึงแม้คุณยังไม่แน่ใจถึงต้นเหตุของการป่วย โดยเฉพาะการรักษาการติดเชื้อราและบางครั้งยังช่วยการรักษาการติดเชื่อจากปรสิตด้วย และการใช้เกลือยังมีความอันตรายน้อยกว่าการใช้ยามาก การรักษาด้วยเกลือใช้เวลา 10 วัน
วันที่ 1 - 3 ให้ใส่เกลือ 1 ช้อน(ชา)ต่อ 1แกลลอน โดยใส่ตอนเช้า 1 ช้อน ตอนเย็น 1 ช้อน ( เท่ากับวันละ 2 ช้อนชาต่อ 1 แกลลอน )
วันที่ 4 - 7 อย่าใส่อะไรลงไปในน้ำอีก
วันที่ 8 - 10 ถ่ายน้ำออก 1/2 ทุกวันแล้วเติมน้ำใหม่ลงไปแทนที่ ซึ่งน้ำใหม่ต้องปราศจากคลอรีน,ไม่มีเกลือและอุณหภูมิเดียวกับน้ำในตู้ที่มีอยู่เดิม
ถ้าหากในวันที่7 คุณดูอาการแล้วดีขึ้น แต่ยังไม่หายสนิท คุณอาจให้มันอยู่ต่อไปจนถึงวันที่ 10 แล้วเปลี่ยนน้ำในลักษณะเดียวกัน คือ 3 วันทุกวันเปลี่ยนน้ำวันละ 1/2 ตู้ โดยน้ำปราศจากคลอรีนและเกลือและอุณหภูมิที่ถูกต้อง คุณไม่สามารถแช่เกลือได้นานกว่า 10 วันแล้วจึงค่อยเปลี่ยนน้ำ เพราะตัวเกลือมันเองก็จะเริ่มทำปัญหาให้กับปลาได้
ภาคที่ 6 พืชน้ำ,ไม้น้ำ
พืชส่วนใหญ่ให้ประโยชน์,ให้อ็อกซิเจนและดูดซับคารบอนไดออกไซค์ในเวลากลางวัน และทำงานในทางกลับกันในเวลากลางคืน โดยคายคารบอนไดออกไซค์และใข้ออกซิเจน แต่เนื่องจากปลาจะไม่ค่อยมีกิจกรรมในเวลากลางคืนจึงไม่เป็นการรบกวนมัน ยกเว้นแต่ว่าในตู้มีปลาแน่นมาก พืชเองก็ใช้ไนเตรดเป็นอาหาร ซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งของระบบกรองเช่นกัน การใช้สารที่ดูดซับแอมโมเนียมันจะทำให้การเลี้ยงไม้น้ำในตู้ไม่สามารถเป็นไปได้ หากคุณมีพืชไม้น้ำอยู่มากมายบางทีคุณอาจต้องเติมปุ๋ยลงไปด้วย(ซ้ำ)เล็กน้อย อย่าใส่ลงไปมากเพราะปุ๋ยสามารถคายแอมโมเนีย,ไนไตรท์ และ/หรือไนเตรดได้ง่ายและแน่นอนคุณคงไม่อยากให้มันไปทำอันตรายปลาของคุณ พืชน้ำยังทำหน้าที่เป๊นที่ซ่อนตัวสำหรับลุกปลาและยังเป็นที่ซ่อนให้กับปลาตัวเมียซึ่งเป็นที่สนใจของเหล่าปลาตัวผู้ แน่นอนต้นไม้น้ำนั้นดูเรียบๆแต่สวยงาม ถ้าคุณไม่ได้ใช้ไม้น้ำในตู้ปลา คุณอาจใช้กรองคารบอนแทน และเปลี่ยนน้ำน้อยๆทุกอาทิตย์
ไม้คุณต้องการไม้ใหม่ อย่าใช้น้ำเก่าที่ใส่มาเด็ดขาด แล้วล้างมันให้ทั่วถึงด้วยน้ำก๊อก นี่เป็นการช่วยป้องกันหอยและไซคอปที่อาจติดมา ปลาหางนกยูงไม่เหมือนปลาตระกูลใหญ่ๆอย่างอื่นมันไม่สามารถกินหอยหรือไข่ของหอยได้ ด้วยที่ว่าหอยอาจก่อปัญหาโดยไปกินไม้น้ำของคุณ จากนั้นเมื่อไม้ของคุณตาย หอยส่วนใหญ่ก็จะเริ่มอดตาย จากนั้นปัญหาที่ยุ่งยากก็เข้ามาหาแล้วซากเหล่านี้จะถูกย่อยอย่างไร เราจะทำความสะอาดอย่างไร ส่วนไซคอปก็สามารถเป็นพาหะที่นำพาปรสิตเข้ามา และสร้างปัญหาโรคภัยที่สามารถทำให้ปลาหางนกยูงถึงตายได้
ปลาหางนกยูงสามารถแทะเล็มตอดกินพืชไม้น้ำเพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายในเรื่องสารอาหารได้ แต่มันไม่ถึงขนาดกัดกินจนทำอันตรายพืชไม้น้ำได้
เกลืออาจเป็นเหตุที่ทำให้น้ำเป็นด่างได้เล็กน้อย นี่ไม่ได้ทำอันตรายปลาแต่ไม้น้ำบางตระกูลไม่สามารถทนอยู่ในตู้ปลาหางนกยูงที่สมบูรณ์ได้ อุณหภูมิก็มีผลกระทบกับมัน Elodea ( Anacharis ) ที่พบเห็ฯในร้านขายสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่สามารถอยู่ได้ดีตราบเท่าที่อุณหภูมิไม่เกิน 77 ฟ พืชตระกูลกล้วยก็ไม่ได้ช่วยเป็นที่ซ่อนให้กับลูกปลาและตัวเมียแต่ก็เป็นไม้ที่ดูน่าสนใจและทำให้ตู้ปลาดี Duckweed เป็นไม้ที่ให้ที่ซ่อนกับปลาเล็กๆ แต่มันขยายตัวได้รวดเร็ว ต้องพยายามให้มันไม่ข้นแน่นหนาเกิดไปจนแสงไม่สามารถผ่านได้ Water milfoilsสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้หลายหลาก ไม้บางชนิดเจริญเติบโตได้ดีในตู้ปลาหางนกยูงบางชนิดก็อาจตายในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น สำหรับWaterfoils ยังสามารถผลิตอ็อกซิเจนได้มากกว่าพืชอีกหลายๆตัวและยังเป็นที่ซ่อนตัวให้แก่ลูกปลาได้ดี Riccia fluitans เป็นพืชลอยน้ำ ที่ผมยังไม่เคยลอง แต่ก็น่าจะอยู่ได้ดีเป็นที่ซ่อนตัวให้แก่ลูกปลาได้ดี สามารถผลิตอ็อกซิเจนได้ดี พืชที่น่าเลี้ยงในตู้ เช่น Sagittaria , Hygrophila ,Vallisneria , Ludwigia , Hair grass , Parrot's feather
อย่าซื้อพวกไม้น้ำเหล่านี้ เพราะมันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในตู้ปลาที่จัดตั้งอย่างถูกต้องได้ คือ Laceleaf plant, Aponogeton ,Cabomba , Callitrich species , Ceratophyllum demersum ,Ceratopteris ,Cryptocoryne ,water moss ,Lobelia ,Potomogeton densus , Syngonium Utricularia ( เป็นพืช carnavorous ซึ่งอาจกินลูกปลาได้ )
มีอีกหลายชื่อซึ่งไม่ได้เอาชื่อมาลงได้หมด ลองปรึกษาที่ร้านขายดูว่าอะไรบ้างที่สามารถเลี้ยงในตู้ปลาของคุณได้บ้าง บางร้านก็รู้เรื่องไม้ที่ตัวเองขาย บ้างก็ไม่รู้ และยังจะต้องระวังบางร้านตัดไม้มาขายจากไม้บ้านทั่วไปทั้งที่ไม่ใช่ไม้ที่สามารถเลี้ยงใต้น้ำได้ พวกนี้จะตายภายในสองสามวันหรือบางทีก็สองสามอาทิตย์ ถ้าคุณเคยเห็นมันปลูกเป็นไม้กระถางมาก่อนแล้วละก็อย่าซื้อมันเด็ดขาด
ภาคที่ 7 ปลาตระกูลที่อยู่ร่วมกับปลาหางนกยูงได้
โดยทั่วๆไปปลาที่ออกลูกเป็นตัวสามารถอยู่ร่วมกันได้ดี โดยที่เราดูที่ช่วงอุณหภูมิที่พวกมันแต่ละตัวสามารถอยู่ได้ดีว่าอยู่ในช่วงเดียวกันหรือไม่ ขอให้ระวังว่า ปลาหางนกยูงและปลาแพลนตี้อาจเกิดอุบัติเหตุผสมพันธุ์กันได้ ปลาหางนกยูงตัวผู้จะนิยมชมชอบปลาแพลนตี้เพศเมีย ถ้ามันไม่มีปลาหางนกยูงตัวเมีย การผสมข้ามสะปีชี่สามารถเกิดขึ้นได้ ลูกของมันจะเป็นหมันและไม่ค่อยน่าดูเท่าไรนัก ตราบเท่าที่มันยังมีปลาหางนกยูงตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุอยู่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น ขอให้สังเกตด้วยว่าปลาออกลูกเป็นตัวอย่างอื่นอาจมีสภาวะที่เฉพาะของมันเอง เช่นตู้ , สารอาหารที่ต้องการ , อุณหภูมิที่ต้องการ ซึ่งอาจไม่เหมือนหรืออดทนเท่าปลาหางนกยูง
ปลาแพลนตี้ สามารถอยู่ได้ที่ช่วงอุณหภูมิที่ 68 - 77 ฟ มันจะไม่ผสมพันธุ์ที่ช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างจากนี้ ที่ต่ำกว่า 68 ลูกของมันจะตาย และแม่ปลาก็จะแท้ง แพลนตี้เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว ตัวเมียสามารถมีขนาดถึงท 3 นิ้ว ตัวเมียจะเป็นตัวที่มีสีสรรสวยงานแบบตัวผู้ได้ ตัวผู้แพลนตี้จะตัวเล็กกว่าตัวเมียเล็กน้อยและจะมีโกโนโพเดียมแทนครีบทวาร ปลาหางนกยูงสามารถมีชีวิตอยู่ได้ดีถึงแม้จะไม่มีเกลือ แต่แพลนตี้นั้นตู้ปลาจำเป็นต้องมีเกลือ ดังนั้นอย่าลืมใส่เกลือสำหรับแพลนตี้ ใส่เกลือตามปริมาณที่กำหนดสำหรับปลาหางนกยูงได้ การเปลี่ยนน้ำน้อยๆบ่อยๆเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับแพลนตี้ ถึงแม้คุณจะมีที่กรอง/ระบบกรองที่สมบูรณ์แบบก็ตาม
ปลาหางดาบ ต้องการอุณหภูมิที่ 72 - 73 ฟ ลูกปลาจะคลอดที่ 73 ฟ มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในอุณหภูมิที่ต่างจากนี้ แต่ก็แค่มีชีวิตรอดได้ แต่จะไม่สมบูรณ์และจะไม่ให้ลูก มันเป็นพวกปลาที่ออกลูกเป็นตัวด้วย มันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับปลาหางนกยูงและแพลนตี้ ตัวเมียมีสีสรรค์ สดใสเหมือนตัวผู้ บางตัวเติบโตจนมีขนาดถึง 5 นิ้ว ตัวผู้จะตัวเล็กกว่ามาก และมี gonopodium หางจะยาวกางโค้งจนเป็นบ่วง จนเป็นที่มาของชื่อตระกูลของมัน มันก็ชอบน้ำที่ใส่เกลือเหมือนกัน แต่ก็ไม่ถึงกับว่าขาดไม่ได้ ขอให้ระวังมากๆๆเรื่องอุณหภูมิ เมื่อคุณมีการเปลี่ยนน้ำถึงแม้บางส่วนก็ตาม
ปลามอลลี่ ชอบที่ 72 - 82 ฟ มากที่สุด มันเป็นปลาออกลูกเป็นตัวที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปลาหางนกยูงมากที่สุด ปลามอลลี่ทุกตัวชอบน้ำที่ใส่เกลือ ตัวเมียมีสีสรรสดใสเหมือนตัวผู้และสามารถโตได้ถึง 5 นิ้ว ตัวผู้จะเล็กกว่า และมีgonopodium
ปลาแซลฟิน มอลลี่ ชอบช่วง 73 - 83 ฟ ในน้ำที่เลี้ยงมันต้องใส่/มีเกลือ มันเป็นปลาที่ใหญ่กว่าที่เรากล่าวมาทั้งหมด บางตัวใหญ่ถึง 6 นิ้ว ตัวผู้จะมีกระโดง(ครีบหลัง) ใหญ่กว่าและมีgonopodium มันอาจก้าวร้าวกับปลาที่เล็กกว่า ถ้าตู้ไม่ใหญ่พอ ตัวผู้มักต่อสู้กันเอง
ปลาปากซักเกอร์ ( Suckermouth catfishes ตระกูล Plecostomus or Hemiancistrus ) มันสามารถอาศัยในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปลาออกลูกเป็นตัวที่กล่าวมาแล้ว และที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจนถึง 79 ฟ ปลาพวกนี้กินพืชและตระไคร่น้ำและยังชื่นชอบแตงกวาฝานเป็นแผ่นบางๆ มันสามารถมีขนาดยาวถึงหนึ่งฟุต มันไม่เคยทำร้ายปลาอื่นๆ ควรให้อาหารเฉพาะพิเศษสำหรับมัน มิฉะนั้พืชน้ำที่คุณเลี้ยงไว้จะกลายเป็นอาหารค่ำที่โอชะสำหรับมัน ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างพันธุ์ของมันหรือสามารถที่จะระบุชัดเจนว่าตัวไหนตัวผู้หรือตัวเมีย ขอให้ตัวละตัวเดียวเท่านั้น มันชอบอยู่สงบๆตัวเดียวเงียบๆ คนส่วนใหญ่มองดูมันว่าน่าเกลียดอย่างทนไม่ได้ทีเดียว
อย่าซื้อปลาซักเกอร์แคระ ( Otocinclus affinis ) มันอาจขายในชื่อ ปลากินตระไคร่
( Algae eaters ) เป็นปลาที่หากินที่พื้นตู้ ตัวยาวประมาณครึ่งนิ้ว สีเหลืองเทาจนถึงเหลืองโคลน มีท้องด้านล่างสีอ่อนๆ มักมีแถบสีน้ำตาลยาวมาตามด้านข้าง อาจมีลายหรือจุดเข้มที่หลัง เมื่อตอนยังเล็กมันจะกินตระไคร่ได้มากมายและบรรดาซากปลาที่ตาย แต่พอมันโตเต็มที่มันจะสนใจปลาตัวอื่น รวมถึงปลาที่ใหญ่ มันสามารถกิน,ฆ่าลูกปลาเล็กๆและอาจทำให้ปลหางนกยูงตัวใหญ่บาดเจ็บ มันสามารถกลายเป็นปลากินเหยื่อ(เนื้อสัตว์)ได้ ร้านขายสัตว์เลี้ยงไม่ค่อยบอกข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับความก้าวร้าวของมันให้กับลูกค้ารู้ ขอให้ระวัง
Mailed Catfishes ( Corydoras ) อยู่ได้ดีที่ 75 - 77 ฟ มีอยู่หลายชนิดสามารถอยู่ได้ที่เย็นถึง 59 ฟ ลองปรึกษาร้านขายสัตว์เลี้ยงว่าชนิดไหนสามารถอยู่ในตู้ปลาคุณได้ ตัวเมียจะยึดไข่ของมันไว้นอกตัวแถวครีบที่กระดูกเชิงกราน มันกินพืช, ตระไคร่น้ำ ,ปลาตาย และสามารถโตได้ถึง 5 นิ้ว ตัวเมียจะโตกว่าตัวผู้เล็กน้อย ชอบอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นตระกูลที่น่าจะอยู่ร่วมกับปลาหางนกยูงได้ดีที่สุด เป็นปลาที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆนุ่มนวล
สำหรับการเลี้ยงปลาไม่ว่าจะเป็นปลาน้ำจืดอะไร เกลือ ถือเป็นยาตัวหนึ่ง แต่เราจะต้องทราบว่า
เมื่อไหร่จึงควรจะใช้เกลือ และ ใช้อย่างไร
จำนวนที่ใช้ ใช้เท่าไหร่
การใช้เกลือทะเล สามารถใช้เป็นวิธีการรักษาโรคได้วิธีหนึ่ง และ ถือเป็นยาป้องกันโรค หากใช้ในจำนวนที่ถูกต้อง ในบางฟาร์มการใช้เกลือเพื่อการป้องกันโรค จำนวนที่ใช้ทั้งเดือน ใช้มากกว่าที่ใช้เพื่อการเป่า/เพาะเลี้ยงอาทีเมี่ยเป็นหลายเท่าตัว
ในกรณีที่ใช้เกลือเป็นยารักษาโรค คุณต้องอย่าลืมว่า เมื่อปลาหายดีแล้ว คุณก็ควรหยุดใช้มัน แน่นอนทุกคนยอมรับว่า " ยาถ้าไม่ใช้จะดีซะกว่า " เพราะ แน่นอนมันมีต้นทุน และอย่าลืมปลาก็เหมือนคน ยาไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะหากมันป่วยอีก คุณจะไม่มียาให้ใช้อีก กับเชื้อที่ดื้อหรือมีภูมิต้านทานยาแล้ว
PREVENTION OF INFECTION SYMPTOM / กรณีป้องกันการติดเชื้อ
ในเกลือมีคุณลักษณะที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ และ มีผลในการต่อต้านแบคทีเรีย ทั้งยังมีผลในการยกระดับความสามารถของปลาที่จะต้านทานเชื้อด้วย
ในการใช้เกลือ เราควรใช้เมื่อ
1 เมื่อนำปลามาจากที่อื่น
2 เมื่อมีการจับคู่ปลา ปลาตัวผู้และปลาตัวเมียซึ่งมาจากต่างตู้กัน เมื่อนำมันมาเข้าคู่ในตู้เดียวกันก็ควรใช้เพราะ ปลาที่มาจากต่างตู้กัน จะมีสิ่งแวดล้อม , ความต้านทานโรคที่ไม่เท่ากัน ปลาที่มีความต้านทานที่นอยกว่าจะสามารถติดเชื้อจากตัวที่มีความค้านทานที่สูงกว่าได้ จึงควรป้องกันการติดเชื้อเข้าหากันนี้ ในกรณีแยกลูกปลาออกจากตู้พ่อแม่ก็เช่นกัน บ้านเราเรียกว่า " กันช้ำ "
3 กรณีย้ายลูกปลาหรือปลาเล็กออกมาก็ควรป้องกันการป่วยจากการ แยก , ย้าย , คัดปลา
4 กรณีคุณภาพน้ำไม่ดี หากวันที่คุณเปลี่ยนน้ำปลา ปลาเกิดอาการไม่ดี ปลาว่ายไถลไปมากับตู้ปลา
5 กรณีต้องเอาปลาเดินทางไปข้างนอก ก็ควรใช้เกลือ เพื่อการป้องกัน ช่วยให้ปลามีความเสถียรของภูมิป้องกัน
6 หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ปลาเครียด การใช้เกลือเป็นการช่วยลดความเครียดของปลา
ปริมาณที่ใช้
1 ใช้เกลือ 0.5 % หรือ 50 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร
2 พอเข้าอาทิตย์ที่ 2 ถ่ายน้ำออก 1/3 เติมน้ำให้เท่าเดิม
3 พอเข้าอาทิตย์ที่ 3 ถ่ายน้ำออก 1/3 เติมน้ำให้เท่าเดิม ตอนนี้จะเหลือเกลืออยู่เพียง 1/6 ของตอนเริ่มต้น เมื่อเข้าอาทิตย์ที่ 4
ถ่ายน้ำอีกรอบ ก็แทบจะไม่เหลือเกลือแล้ว
REMEDY OF INFECTION SYMPTOM / วิธีการแก้ไขอาการโรคจากการติดเชื้อ
อย่างทีได้อธิบายตอนต้นแล้ว เป็นเรื่องของ " ความพยายามที่จะป้องกัน " ปลาของคุณมักจะเริ่มป่วย เมื่อคุณเริ่มไม่มีเวลา จัดการกับสิ่งที่ต้องทำตามเวลาที่ควรทำ อาจเรียกว่า SICK IN THE SICKNESS OF YOUR TIME เวลาที่คุณจะเห็นอาการเริ่มต้นของการเจ็บป่วย
หรือผิดปกติตั้งแต่ต้นๆ เรียกง่ายๆว่า " เห็นอาการเริ่มต้นของการเจ็บป่วย/ผิดปกติ " ไม่ควรปล่อยถึงระดับที่ต้องใช้ยา ยาเองก็มีราคาแพง ผู้ขายยาก็ไม่กล้าและไม่เคยมีใครรับประกันคุณว่า ใช้แล้วจะหายชัวร์แน่นอนทุกครั้งที่ใช้ยานั้นๆ ถ้าคุณเห็นอาการตั้งแต่ต้น อาจทำให้คุณสามารถจัดการกับมันได้โดยไม่ต้องใช้ยารักษาโรค
ในการสังเกตอาการ / สันญาณของอาการเริ่มต้นของการเจ็บป่วย คุณควรพยายามสังเกตและฝึกสังเกตให้คุ้นเคย เช่น
-ปลาที่ว่ายเอาตัวไถกับตู้หรือสิ่งของ
-เมื่อหางที่เคยกางองศาดีๆ กลับเริ่มหุบลง/ลีบ ลง
-อาการที่ปลาลอยหัวที่ผิวน้ำ
อาการที่ปลาที่เคยว่ายอย่างมีชีวิตชีวา กลับมีอาการถดถอยว่ายอย่างเฉื่อยชา
สิ่งเหล่านี้เป็นอาการแสดงออกในเบื้องต้น แต่ก็ไม่ใช่โดยตรงเสียทีเดียว เราอาจใส่เกลือทะเล ( 50 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร ) แล้วสังเกตอาการของมันอีก 2-3 วัน ถ้าไม่สามารถสังเกตได้ว่าอาการของมันดีขึ้น ก็ให้ใส่เกลืออีกในปริมาณที่เท่าเดิม ( เป็นครั้งสุดท้าย )
ซึ่งตอนนี้เท่ากับจะมีความเค็มของเกลืออยู่ที่ระดับ 1%ความเค็ม การพบอาการแต่เนิ่นๆ ทำให้เราสามารถค้นพบการเจ็บป่วยตั้งแต่เริ่มต้น เมื่ออาการต่างๆดีขึ้นหรือลดลง นี่ก็เป็นการรักษา , บำบัด , ป้องกันการเจ็บป่วนส่วนใหญ่ของโรค หรือพูดได้ว่า เราสามารถจัดการ/ควบคุมเชื้อ/โรคที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการพบเห็นอาการตั้งแต่เริ่มแรก และ ไม่ได้ละเลยมันไป มันเป็นเรื่องที่ไม่ปลอดภัยในการที่จัดการกับอาการเจ็บป่วยที่ล่าช้า อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันการแพร่กระจายของการเจ็บป่วย
การแยกอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้กับตู้หรือปลาที่ป่วย การล้างฆ่าเชื้อสิ่งของที่ใช้กับมัน สามารถทำได้โดยใช้
น้ำร้อน
สารฟอก ( bleaching agent ) เช่นด่างทับทิม หรือ สารฟอกขาวเสื้อผ้าก็ได้ แล้วล้างให้สะอาดด้วยน้ำมากๆ ก่อนนำไปใช้งาน
ขอให้พวกเราโชคดี เลี้ยงปลาอย่างมีความสุข สนุกกับปลาที่สวยงาม ชื่นชมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของคุณ