Author Topic: เพิ่มเติม โรคต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับปลา  (Read 4534 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

nopparat

  • Guest
อีกหนึ่งข้อมูลดีๆ จาก  http://thaianimal.tripod.com/fish/fishpage/fishdisease.html
ขอนำมาลงทั้งหมด 16 โรค (ไม่ตัดทอน..บางโรคอาจมีข้อมูลอยู่ในบอร์ดนี้บ้างแล้ว ก็ถือเป็นการทบทวน
หรือบางโรคอาจพบได้ไม่บ่อยในปลาหางนกยูง ก็ถือว่าเอาไว้ดูเป็นแนวๆ อ่านกันเพลินๆ นะครับ อย่าซีเรียส....
เดี๋ยวจะป่วยซะก่อนปลา)

1.  โรคจุดขาว (lch.white spot disease)

อาการ
ปลาจะมีจุดขาวๆ ขนาดเล็กประมาณ 0.5-1.00 มม. ปรากฎขึ้นตามลำตัวครีบและเหงือก
แล้วเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นชัดเจน ลักษณะการว่ายจะแกว่งลำตัวไปมาและพยายาม
จะถูลำตัวกับพื้นก้อนหินหรือต้นไม้น้ำ เพื่อให้จุดขาวเหล่านี้หลุดออกไปเมื่อมีอาการ
ดังกล่าวมาแล้วจะไม่ค่อยยอมกินอาหาร ปลาบางชนิดจะลอยคอขึ้นมาอยู่บนผิวน้ำ หรือ
บางชนิดจะซุกตัวอยู่ตามมุมนิ่งๆ สำหรับปลาที่มีสีอ่อนจะสังเกตุยาก

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำชนิดหนึ่งชื่อ lchthyophthirius sp. มีขนาดเล็กเกาะอยู่ เชื้อนี้จะ
ขยายพันธุ์อยู่บนผิวของปลาที่สุขภาพอ่อนแอ (อาการอ่อนแอนี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมิของน้ำมากๆ)

วิธีป้องกันและรักษา
-  พยายามรักษาระดับอุณหภูมิของน้ำให้สม่ำเสมอ อย่าให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลง
    โดยฉับพลัน
-  ควรแยกปลาออกมากักโรคได้ก็จะเป็นการดี
-  โรคนี้สามารถรักษาด้วยการใช้ตัวยาเคมีบางชนิดกำจัดเชื้อได้

2.  โรคเชื้อรา (Fugas Disease)

อาการ
มีลักษณะคล้ายก้อนสำลีบาง ๆ เกาะติดอยู่ตามผิวหรือปากปลา หากเป็นมาก ๆ อาจตาย
ได้ภายใน 5-7 วัน

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา Saprolegniasis และ Achlyasis เกาะอยู่ตามบริเวณบาดแผลของผิว หรือ
ปากปลา อาการบาดแผลเหล่านี้จะเกิดจากการถูกขีดข่วนแล้วไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
เชื้อรานี้จะค่อยๆ กินลึกลงไปในเนื้อปลาหากไม่รีบรักษาอาจทำให้ปลาตาย

วิธีป้องกันและรักษา
-  แยกปลาที่เป็นโรคออกมาไว้ต่างหาก
-  แช่ปลาลงในน้ำประมาณ 10 ลิตรต่อเกลือ 2 ขีด แล้วเช็ดเชื้อราด้วยสำลีออกให้หมด
    และทาด้วยยา Malachite green หรือ Furazone green บริเวณที่เป็นแผล
-  ขณะจับปลาหรือลำเลียงปลาควรกระทำด้วยความระมัดระวัง หากเป็นแผลหรือบอบช้ำ
    ควรรีบรักษา เพราะจะทำให้เกิดเชื้อโรคได้ง่าย

3.  โรคเสียการทรงตัว (Air bladder disease)

อาการ
ลักษณะการว่ายของปลาจะอุ้ยอ้ายลำตัวบิดไปมา แทนที่จะสบัดหางอย่างเดียวปลามักจะ
จมอยู่ก้นตู้ ครีบทุกครีบจะกางออก เวลาว่ายจะไม่สามารถหยุดตัวเองได้ จึงทำให้เกิดการ
ชนตู้อยู่บ่อย ๆ ถ้ามีอาการมากบางครั้งจะหงายท้องลอยอยู่บนผิวน้ำ แต่ก็จะพยายามกลับตัว
ให้ลอยตามปกติ หากกลับไม่ได้บ่อยครั้งก็จะตายไปในที่สุด

สาเหตุ
เกิดจากการกินอาหารมากจนเกินไป กระเพาะอาหารย่อยอาหารไม่ทัน อาหารเหล่านี้ก็จะ
ไปกดกระเพาะลมที่ใช้ในการทรงตัวให้พองขึ้นไม่เท่ากัน ทำให้เสียการทรงตัว

วิธีป้องกันและรักษา
-  โดยใช้ดีเกลือฝรั่ง 1 cc. ต่อน้ำ 1 ลิตร แต่ไม่รับรองผลการรักษา เพราะโรคนี้เป็นแล้วหาย
    ยากมาก แม้หายแล้วลักษณะการว่ายก็ไม่เหมือนปกติ
-  ยารักษาโรคนี้ยังไม่มี ควรสนใจดูแลเรื่องการให้อาหารให้พอเหมาะกับความต้องการของปลา

4.  โรคเกล็ดพอง (Scale protrusion)

อาการ
เกล็ดตามตัวของปลาจะตั้งอ้าออก ลำตัวจะบวมพอง ตามฐานของซอกเกล็ดจะมีลักษณะ
ตกเลือด ส่วนมากจะไม่ยอมกินอาหารและจะลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำแล้วก็ตายไปในที่สุด

สาเหตุ
เชื้อที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวคือ เชื้อแบคทีเรีย และโปรโตรซัวบางชนิด เช่น Aeromonas
hydrophila และ Glossatella sp.

วิธีป้องกันและรักษา
-  สามารถรักษาได้ในอาการเริ่มแรกเท่านั้น ด้วยยาปฏิชีวนะและสารเคมีบางชนิด
-  ควบคุมอาหารประเภทโปรตีนให้ลดน้อยลง
-  ควรดูแลสภาพน้ำและสภาพแวดล้อมภายในตู้ให้สะอาด เปลี่ยนถ่ายน้ำตามกำหนดเวลาเสมอ

5.  โรคเห็บ (Argulus disease)

อาการ
ลักษณะมีเม็ดกลมแบนใสๆ เกาะอยู่ตามลำตัวปลา ลักษณะการว่ายน้ำจะผิดปกติ ชอบถูลำตัว
กับพื้น ก้อนหินหรือไม้น้ำ การกินอาหารน้อยลง แล้วถ้าอาการมากขึ้นจะไม่ยอมว่ายไปมา

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ Argulus sp. ทำให้ลำตัวจะมีรอยแดง เมื่อตรวจดูจะเห็นเห็บเกาะแน่น ลักษณะ
คล้ายจานแบนๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-10 มม. มีสีเขียวอ่อนหรือสีเหลืองอ่อนแกมเขียว
และน้ำตาล มีอวัยวะคล้ายเหล็กใน (Sting) แทงเข้าไปในใต้ผิวหนังของปลาเพื่อดูดเลือด หรือ
ของเหลวในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังปลาเป็นอาหาร บริเวณปากจะมีต่อมพิษเพื่อปล่อยสารพิษ
มาทำอันตรายต่อปลา

วิธีป้องกันและรักษา
-  ควรแยกปลาที่เป็นโรคนี้ออกต่างหาก
-  รักษาโรคโดยวิธีใช้สารเคมี
-  ควรกักโรคปลาใหม่ก่อนที่จะใส่ปลาลงในตู้หรือบ่อปลา
-  ควรระมัดระวังเรื่องน้ำและอาหาร เพราะโรคเห็บสามารถแอบแฝงมากับน้ำหรืออาหาร
    เช่น ลูกน้ำ

6.  โรคหนอนสมอ (Lerneosis)

อาการ
ปลาจะมีอาการซึมลง ผอมแห้งกระพุ้งแก้มเปิดอ้า บริเวณผิวหนัง ปากและครีบจะมีรอย
สีแดงเป็นจ้ำๆ

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ Lernaea sp. รูปร่างเพรียวยาวขนาด 6-12 มม. กว้าง 0.5-1.2 มม. โรคนี้จะเกิด
กับปลาน้ำจืดทั่วๆ ไป แทบทุกชนิด หนอนสมอจะใช้ส่วนหัว และอกฝังในเนื้อเยื่อตาม
ผิวหนังปลา และจะยื่นส่วนท้ายของลำตัวที่เป็นทรงกระบอกออกมานอกผิวปลา

วิธีป้องกันและรักษา
-  ควรแยกปลาที่เป็นโรคนี้ออกต่างหากเพราะเป็นโรคติดต่อกันได้แต่ไม่ร้ายแรงนัก
-  รักษาโดยการใส่สารเคมีบางชนิด
-  ควรกักโรคปลาที่จะนำมาใส่ใหม่ก่อนที่นำลงสู่ตู้หรือบ่อปลา
-  หนอนสมออาจแอบแฝงมากับน้ำหรืออาหารที่จะให้ปลา เช่น ลูกน้ำ

7.  โรคพลิสโตฟอโรซิส (Plistophorosis)

อาการ
ลักษณะของลำตัวปลาและเหงือกจะซีดขาว ว่ายน้ำตะแครงข้าง การทรงตัวผิดปกติ
ผอมแห้ง ชอบแยกตัวออกจากกลุ่ม และจะตายไปในที่สุด

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อโปรโตซัวชนิดหนึ่งคือ Plistophora sp. ซึ่งค้นพบครั้งแรกในปลานีออน
(Neon tetra) บางครั้งมีผู้เรียกชื่อโรคนี้ว่า "โรคนีออนเตตร้า"

วิธีป้องกันและรักษา
-  ยาที่ใช้รักษายังไม่มี
-  ตักปลาที่เป็นโรคนี้ออกทันที เพราะสามารถติดต่อกันได้

8.  โรคพยาธิภายใน (Internal parasites)

อาการ
หากปลาเป็นโรคพยาธิภายในแล้ว จะเกิดอาการผอมแห้ง ไม่ยอมกินอาหารตามปกติ
และเป็นโอกาสให้เชื้อโรคชนิดอื่นเข้ามาแทรกซ้อนได้

สาเหตุ
เกิดจากได้รับเชื้อโรคกลุ่มหนึ่งคือ พยาธิใบไม้ (Digenetic trematode) พยาธิหัวหนาม
(Acanthocephalus) พยาธิตัวกลม (Nematode) และพยาธิตัวแบน (Cestode) ซึ่งส่วนมาก
จะพบในปลาที่ชอบกินปลาอื่นเป็นอาหาร

วิธีป้องกันและรักษา
-  รักษาโดยการใช้ยาถ่ายพยาธิในกรณีที่เชื้อพยาธิอยู่ในท่อทางเดินอาหารเท่านั้น หาก
    เชื้อพยาธิอยู่ในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อการรักษาจะไม่ค่อยได้ผล

9.  รอยขีดข่วนและบาดแผล (Cuts and Abraision)

อาการ
จะมีรอยขีดข่วน ครีบฉีกหรือแหว่ง บางครั้งเกล็ดอาจหลุดหายไป

สาเหตุ
เกิดจากการขีดข่วนของตะแกรงที่ใช้ช้อนปลาหรือเกิดจากปลาว่ายไปชนกับวัตถุแหลมคม
ภายในตู้ปลา และอาจเกิดจากการกัดกันเองของปลาได้

วิธีป้องกันและรักษา
-  หากพบปลาที่มีอาการดังกล่าว ควรรีบแยกนำมารักษาทันที เพราะจะทำให้เป็นโอกาส
    ที่เชื้อโรคอื่นจะแทรกซ้อน
-  ควรใช้ยาแดง (Mercurochrome) หรือครีมยาปฎิชีวนะทาบริเวณแผลจนกว่าจะหายเป็นปกติ

10.  โรคครีบและหางเน่า (Fin and Tail Rot)

อาการ
ที่ครีบและปลายหางจะมีสีคล้ายๆ สีขาวขุ่น แล้วจะค่อยๆ ลามไปยังบริเวณอื่นๆ หากมี
อาการมากเนื้อบริเวณหางจะหลุดหายไป

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดซึ่งมีสาเหตุมาจากการหมักหมมของน้ำ อาหารหรือขี้ปลา
กันเป็นเวลานานๆ
 
วิธีป้องกันและรักษา
-  รักษาด้วยสารเคมีบางชนิด
-  พยายามถ่ายน้ำและทำความสะอาดตู้ปลาตามกำหนดเวลาเสมอ

11.  โรคหวัด (Cold)

อาการ
ผิวของปลาจะมีวุ้นสีขุ่นบางๆ ไปทั้งตัว และบนผิวจะมีเส้นเลือดขึ้น (Blood shot)

สาเหตุ
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำโดยฉับพลัน เช่นการนำปลาใหม่มาใส่ในตู้
หรือการถ่ายน้ำภายในตู้ปลา ซึ่งน้ำที่นำมาถ่ายใส่อาจมีอุณหภูมิแตกต่างกับน้ำในตู้
ปลาที่ไม่แข็งแรงจะเป็นโรคนี้ได้ง่าย

วิธีป้องกันและรักษา
-  ใช้ยาปฎิชีวนะรักษาได้
-  พยายามรักษาอุณหภูมิของน้ำให้ใกล้เคียงกัน
-  ก่อนใส่ปลาใหม่ลงตู้ ควรปรับอุณหภูมิของน้ำให้ใกล้เคียงกัน

12.  โรคว่ายหมุนเป็นวงกลมไม่หยุด (Whirling Disease)

อาการ
ลักษณะการว่ายของปลาจะเหมือนกับการวนเวียนรอบๆ เสา เป็นรูปวงกลมไม่หยุด
หากหยุดว่ายปลาจะไม่มีลักษณะผิดปกติอื่น ๆ เลย แต่จะไม่โต

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ชื่อ Lentospora Cerebalis มาเกาะอาศัยอยู่บนส่วนหัวกระโหลก
และเจาะเข้าถึงสมองส่วนที่บังคับการทรงตัวของปลา ทำให้ปลามีอาการว่ายหมุน
เป็นวงกลมไม่หยุด

วิธีป้องกันและรักษา
-  นำปลาที่เป็นโรคนี้ออกมาทำลายทันทีเพราะจะทำให้ติดต่อไปยังปลาตัวอื่น
-  เชื้อจุลินทรีย์นี้มักอาศัยอยู่ในน้ำ และไส้เดือน ฉะนั้นจึงต้องทำความสะอาดให้ดี
-  ยารักษาโรคชนิดนี้ยังไม่มี

13.  โรคสันหลังหัก (Spinal Paralysis)

อาการ
ลักษณะการว่ายของปลาจะอุ้ยอ้าย เมื่อสังเกตดูใกล้ๆ จะพบวาลำตัวจะคดหรือลำตัว
แข็งทื่อพอจะว่ายได้บางครั้งลำตัวคดในแนวตั้งคือ หางกระดกขึ้นมา ปลาจะมีอายุ
อยู่ต่อไปอีกหลายปี ไม่ตายในทันที

สาเหตุ
-  เกิดจากการให้สารเคมีบางชนิดมากเกินไป
-  จากการที่ปลากระโดดออกจากบ่อหรือวิ่งชนตู้ปลาอย่างแรง ทำให้หลังหัก
-  จากการโดนไฟฟ้าช็อต หรือฟ้าผ่าปลาจะดิ้นทุรนทุรายอย่างแรง ซึ่งจะทำให้หลังหัก

14.  โรคแพ้ความเค็มของบ่อปูน

อาการ
ผิวปลาจะเป็นผื่นแดง (Bloodshot) ปลาจะซึมลงไม่ยอมว่ายน้ำ และหากเป็นมากอาจถึงตายได้

สาเหตุ
เกิดจากการย้ายปลาลงบ่อปูนที่สร้างใหม่ หรือมีน้ำผสมปูนหลงเหลืออยู่ โดยเมือกของ
ผิวปลาโดนด่างในปูนกัด จนหมดภูมิต้านทานจากเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำ จึงทำให้ผิวหนังอักเสบ

วิธีป้องกันและรักษา
-  ย้ายปลาออกจากบ่อโดยเร็ว
-  การรักษายังไม่มีการรับรองผล
-  บ่อปูนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ควรแช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 วัน แล้วถ่ายน้ำทิ้งเสีย หรืออาจใช้มะขามเปียก

15.  โรคตกเลือดจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial hemorrhagic septicemia)

อาการ
ปลาจะมีอาการตกเลือดทั้งภายนอกและภายในลำตัว บางครั้งจะพบว่ามีอาการบวมบริเวณ
ท้องและตา มีน้ำเหลืองในช่องท้องเป็นแผลเน่าบริเวณลำตัวเป็นแห่งๆ เหงือกจะเน่า ไตอักเสบ
พบมากในปลาเลี้ยงทั่วไป

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคือ Aeromonus hygrophila และ Pseudomonas spp.

วิธีป้องกันและรักษา
-  รักษาได้ด้วยยาปฎิชีวนะบางชนิดในระยะอาการเริ่มแรกเท่านั้น

16.  โรคลำไส้อักเสบ

อาการ
มีมูกเลือดในขี้ปลา หรือปลาถ่ายเป็นน้ำขุ่น ๆ ปลาไม่ค่อยกินอาหาร บางครั้งขี้ปลาเป็น
เม็ดแข็งสีดำเข้ม

สาเหตุ
เกิดจากการให้อาหารเก่าหรือเน่าเสีย หรือมีเชื้อรา

วิธีป้องกันและรักษา
- ให้แต่อาหารที่แน่ใจว่าเป็นอาหารดีและใหม่ อย่าให้อาหารแปลกๆ แก่ปลา

Offline TGC Admin

  • ADMINISTRATOR
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 897
  • Country: th
  • Gender: Male
  • HALF TUXEDO BLUE MOSAICO
    • View Profile
    • ThaiGuppy.com
เยี่ยมครับ
เลี้ยงปลาแบบอนุรักษ์ ดูเหมือนโบราณ ๆ แต่ลองดูสิ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ

Offline opera

  • Senior User
  • ***
  • Posts: 164
    • View Profile
เป็นความรู้ใหม่ๆทั้งนั้นเลยครับ  8)

nopparat

  • Guest
โรคที่เกิดจากปัจจัยอื่น ๆ

การขาดออกซิเจนในบ่อเลี้ยง

ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอมักจะว่ายน้ำเร็วกว่าปกติ กระวนกระวายและพยายามกระโดด
ออกจากบ่อ หรืออาจว่ายอยู่บริเวณใกล้ผิวน้ำ และโผล่ส่วนปากขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อฮุบอากาศ

การขาดออกซิเจนในน้ำในบ่อเลี้ยงมักเกิดจาก
1. การไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำทำให้มีสารอินทรีย์สะสมในบ่อมาก หรือให้อาหารมากเกินไป อาหารที่เหลือจะเกิดการเน่าเสีย
    และแบคทีเรียใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายอินทรีย์มาก ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง
2. การที่น้ำมีอุณหภูมิสูงจะมีผลช่วยเร่งปฏิกริยาการเน่าเสียของอาหารทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง
3. การตายของแพลงก์ตอน สาหร่าย หรือพืชน้ำในบ่อจะทำให้ออกซิเจนต่ำ
4. การใช้สารเคมีบางชนิดเพื่อรักษาโรคก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนได้ เช่น ฟอร์มาลิน ด่างทับทิม เป็นต้น
5. การเลี้ยงปลาในอัตราปล่อยที่หนาแน่นเกินไป

การป้องกันการขาดออกซิเจน ในบ่อเลี้ยง ทำได้โดยการดูแลความสะอาดของบ่อ มีระบบการให้อากาศที่ดีและมีการ
เปลี่ยนถ่ายน้ำอยู่เสมอ โดยดูดน้ำจากก้นบ่อออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ควรเลี้ยงปลาในปริมาณ
ที่ไม่หนาแน่นจนเกินไป

ความเป็นกรด – ด่างของน้ำ (pH)

ความเป็นกรดหรือด่างนั้นวัดด้วยค่า pH (พีเอช) ถ้า pH ต่ำกว่า 7 แสดงว่าน้ำมีสภาพเป็นกรด หาก pH เท่ากับ 7
แสดงว่าเป็นกลาง และ pH สูงกว่า 7 แสดงว่าเป็นด่าง

ปลาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อความเป็นกรด - ด่างของน้ำได้ต่างกัน ปลาบางชนิดสามารถอยู่ได้ในน้ำที่เป็นกรดอ่อน
แต่ส่วนมากปลาจะชอบน้ำที่เป็นกลางหรือด่างอ่อน ๆ หากน้ำมีสภาพเป็นกรดมากเกินไปจะทำให้ปลามีผิวหนังซีดหรือ
ขาวขุ่นได้ ท้ายที่สุดปลาอาจตายได้ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพความเป็นกรด - ด่าง ของน้ำอยู่เสมอ การปรับสภาพ
ความเป็นกรด - ด่าง ของน้ำอาจทำได้โดยใช้ปูนขาว ถ้าน้ำมีสภาพเป็นด่างมาก (ค่า pH 8-9 หรือสูงกว่า) จะทำให้
ครีบปลากร่อนและเกิดอาการระคายเคืองที่บริเวณเหงือก การป้องกันไม่ให้ pH ของน้ำสูงเกินไป ทำได้โดยการควบคุม
ไม่ให้สีของน้ำในบ่อเขียวจัดจนเกินไป การที่น้ำสีเขียวจัดแสดงว่ามีอาหารมากเกินไปและประกอบกับก้นบ่อไม่สะอาด
ควรจะถ่ายน้ำออกบางส่วน

สารพิษในน้ำ

บ่อหรือตู้เลี้ยงปลาอาจมีสารพิษปะปนอยู่ในน้ำ อุปกรณ์ที่ใช้กับตู้ปลาหลายชนิดที่มีส่วนประกอบเป็นพวกสารพิษอยู่ด้วย
เช่น ท่อยางฉาบสีต่าง ๆ กาวสำหรับทาขอบตู้ปลา ซีเมนต์หรือสีชนิดต่าง ๆ ในบ่อเลี้ยงปลาอาจมีสารพิษจำพวกยาฆ่าแมลง
เช่น ดีดีที หรือสารมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมปะปนได้ ปลาจะดูดซึมสารพิษเหล่านี้เข้าไปในตัวโดยผ่านทางเหงือก
และผิวหนัง นอกจากนี้ในบ่อเลี้ยงอาจเกิดสารประกอบจำพวกไนไตรท์และแอมโมเนีย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเน่า
ของอาหารหรือการสะสมของของเสียต่าง ๆ ภายในบ่อ

การป้องกัน ทำได้โดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งที่คาดว่าจะนำสารพิษมาสู่บ่อปลา และควรเลือกแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้
ในการเลี้ยงปลาเป็นแหล่งที่ปลอดสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรอื่น ๆ และบ้านเรือน

ปริมาณคลอรีนในน้ำ

ถ้าน้ำมีปริมาณคลอรีนอยู่เกินกว่า 4 มิลลิกรัม/ลิตร จะเป็นอันตรายต่อปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกปลา สารคลอรีนนี้
จะไปรบกวนระบบการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุและออกซิเจนที่เหงือกของปลา ทำให้ปลามีอาการช็อก ดิ้นทุรนทุรายและตายในที่สุด
โดยทั่วไปน้ำประปามีปริมาณคลอรีน 1-2 มิลลิกรัม/ลิตร ดังนั้นก่อนที่จะนำมาใช้เลี้ยงปลาจึงควรตั้งทิ้งไว้กลางแจ้ง
นานประมาณ 2 วัน และเติมอากาศลงในน้ำด้วย เพื่อให้คลอรีนระเหยออกไปเสียก่อนจะนำมาใช้ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้น้ำ
ที่มีคลอรีนโดยรีบด่วน อาจใช้โซเดียมไทโอซัลเฟต ซึ่งมีลักษณะเป็นผลึกใสๆ ใส่ลงในน้ำอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร
ก่อนก็จะช่วยกำจัดคลอรีนได้

อุณหภูมิที่ผิดปกติ

ถ้าอุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอาจทำให้ปลาตายได้ โดยทั่วไปถ้าอุณหภูมิรอบวันเปลี่ยนแปลงอยู่ในระหว่าง
1-2 องศาเซลเซียส ปลาส่วนใหญ่จะปรับตัวทัน ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เกิดขึ้นเสมอ คือ การขนถ่ายปลาจาก
บ่อหนึ่งไปยังอีกบ่อหนึ่ง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากในช่วงการขนถ่ายดังกล่าว ถ้าปลาเกิดการช็อกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมิอย่างกะทันหันมักทำให้ปลานั้นอ่อนแอลงและติดเชื้อได้ง่าย ปลาที่อยู่ในน้ำที่เย็นมากหรือมีอุณหภูมิต่ำผิดปกติ จะมี
ลักษณะผิวหนังซีด และเกิดการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียได้ง่าย
 
การผิดปกติเนื่องจากการทำงานของอวัยวะภายใน

การเกิดไขมันพอกตามอวัยวะภายใน

ปลาที่เลี้ยงในตู้ส่วนมากมักจะว่ายน้ำในที่แคบหรือเคลื่อนไหวน้อยประกอบกับการให้อาหารมากเกินความต้องการ ทำให้เกิดมี
ไขมันพอกสะสมตามอวัยวะภายในต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผนังยึดลำไส้ รังไข่ และตับ ปลาที่เป็นโรคไขมันอุดตันที่ตับ
จะทำให้ตับทำงานไม่เป็นปกติ และเกิดโรคได้ง่าย ปลาที่อ้วนเกินไปจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ เพราะอวัยวะ
สืบพันธุ์ไม่สามารถเจริญและพัฒนาได้เต็มที่ เนื่องจากไขมันสะสมอยู่ โรคนี้จะป้องกันได้โดยการให้อาหารที่มีคุณค่าในปริมาณ
ที่เหมาะสม ลดปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) ลงจากสูตรอาหาร

การขาดวิตามิน

อาหารปลาที่มีชีวิต เช่น พวกไรน้ำ หนอนแดง ตลอดจนพวกสาหร่ายและพืชต่าง ๆ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน
แต่เนื่องจากอาหารมีชีวิตบางชนิด เช่น ไรน้ำ หนอนแดง เป็นพาหะของโรค เกษตรกรจึงเปลี่ยนมาใช้อาหารสำเร็จรูปมากขึ้น
การใช้อาหารสำเร็จรูปหรือผสมอาหารเองนั้นควรระวังปัญหาการขาดวิตามินซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการสลายตัวของโปรตีน
เช่น

          การขาดวิตามินเอ จะส่งผลกระทบถึงการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบประสาท ทำให้การเจริญเติบโต
          ของปลาช้าลง

         การขาดวิตามินบี 1 หรือวิตามินบีรวม อาจทำให้ภูมิต้านทานโรคในปลาลดลง และอาจก่อให้เกิดอาการอื่น ๆ ด้วย

         การขาดวิตามินซี เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบเสมอในการเลี้ยงปลาดุก โดยปลาจะมีอาการหัวแตกและหนวดกุด วิธีแก้ไข
         ทำได้โดยการผสมวิตามินซีในอาหารอัตรา 1 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

โรคฟองอากาศ

โรคนี้มักจะเกิดขึ้นในขณะที่น้ำมีไนโตรเจนหรือออกซิเจนละลายอยู่เกินจุดอิ่มตัว แล้วเกิดลดความดันอย่างกะทันหัน ก๊าซ
ในเส้นเลือดของปลาโดยเฉพาะไนโตรเจนจะถูกปล่อยออกมาเป็นฟองอากาศอย่างรวดเร็วเพื่อปรับความดันในเลือดให้ลดต่ำลง
เช่นกัน จึงเกิดเป็นฟองอากาศขึ้นในท่อเลือดขนาดเล็กลูกปลาวัยอ่อน ฟองอากาศจะเกิดตามบริเวณใต้ผิวหนัง และที่ถุงอาหาร
สำหรับปลาโตเต็มวัยนั้นจะเกิดตามบริเวณตา ผิว เหงือก และที่ปาก

การป้องกันและรักษา
แยกปลาที่มีอาการผิดปกตินี้ออกไปเลี้ยงในบ่ออื่น การป้องกันอาจทำได้โดยการพ่นอากาศในบ่อพักน้ำก่อนที่จะนำมาเปลี่ยนถ่าย
เพื่อลดความดันก๊าซลงก่อน ถ้าในตู้ปลาที่มีพืชน้ำก็ควรระวังไม่ให้พืชน้ำได้รับแสงแดดมากเกินไป การที่อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็วอาจะเป็นเหตุให้ความดันของก๊าซในน้ำลดลงด้วย ดังนั้นจึงควรระวังไม่ให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
เพื่อป้องกันโรคฟองอากาศในปลา
 
ข้อควรระวังในการใช้ยาและสารเคมีในปลาสวยงาม

1.  ควรใช้ยาและสารเคมีตามคำแนะนำของนักวิชาการประมงหรือสัตวแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านโรคปลา
2.  การใช้ยาต้านจุลชีพ ควรใช้ยาที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาโดยใช้ตามรายละเอียดที่ระบุไว้
     ในฉลากของยา เพื่อให้ผลการรักษาโรคมีประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัย
3.  ไม่ควรใช้ยาที่เสื่อมคุณภาพ หรือยาที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางด้านภายภาพ เช่น สี กลิ่น ตกตะกอน ความขุ่น
      เพราะทำให้การรักษาโรคปลาไม่ได้ผล
4.  กรณีที่ใส่สารเคมีลงไปในน้ำเพื่อการรักษาโรค ควรคำนวณปริมาตรน้ำให้ถูกต้อง เพราะจะส่งผลถึงประสิทธิภาพ
      ในการรักษาหรือความเป็นพิษต่อปลา
5.  ควรหลีกเลี่ยงการรักษาโรคปลาด้วยยาหรือสารเคมีตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ยกเว้นแต่จะอยู่ภายใต้การดูแล
      อย่างใกล้ชิดของนักวิชาการประมงหรือสัตวแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญในการรักษาโรคปลา
6.  ควรเพิ่มออกซิเจนในน้ำระหว่างการรักษาโรคโดยเฉพาะยาหรือสารเคมีที่มีผลทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง
7.  ควรลดปริมาณอาหาร หรืองดอาหารในระหว่างการรักษาโรค
8.  ควรสังเกตอาการของปลาอย่างใกล้ชิดในระยะเวลา 30 นาที - 1 ชั่วโมงแรกหลังจากมีการใช้ยาหรือสารเคมี
     หากสัตว์น้ำมีอาการกระวนกระวาย ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทันที 50-70 %
9.  ควรเตรียมน้ำที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณมากเพียงพอสำรองไว้เมื่อมีการใช้ยาหรือสารเคมีทุกครั้ง เพื่อจะได้มีน้ำ
    เปลี่ยนได้รวดเร็วและทันเวลา ในกรณีที่เกิดความเป็นพิษของสารเคมีหรือยาที่ใช้
10.  ควรจัดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ในการรักษาโรคปลาที่ป่วยให้เป็นสัดส่วนไม่ใช้ร่วมกับปลาปกติ และควรมีการ
    ทำความสะอาดทุกครั้งด้วยยาฆ่าเชื้อหลังจากใช้งานแล้ว
11.  สารเคมีหลายชนิดอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรใช้อย่างระมัดระวังและไม่ควรสัมผัสกับยาหรือ
     สารเคมีโดยตรง

ข้อควรระวังในการใช้ยาและสารเคมีบางชนิด

ฟอร์มาลิน ควรใช้ในบ่อที่มีน้ำไม่เขียวจัด และควรใช้ตอนเช้าจะดีกว่าตอนเย็น แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ฟอร์มาลินในบ่อที่มี
น้ำเขียวจัด ควรถ่ายน้ำออกจากพื้นบ่อประมาณหนึ่งในสามของระดับน้ำลึก เติมน้ำใหม่แล้วจึงใส่ฟอร์มาลินลงไป เนื่องจาก
ฟอร์มาลินสามารถลดออกซิเจนในน้ำโดยตรงและจะทำให้พืชน้ำเล็ก ๆ ตาย ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนในบ่อได้อย่างเฉียบพลัน

เกลือ การใช้เกลือจะต้องระวังเกี่ยวกับความเค็มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างทันที เพราะปลาอาจจะปรับตัวไม่ทัน ทั้งนี้เมื่อคำนวณได้ว่า
จะต้องใช้เกลือเท่าใดแล้ว ให้แบ่งเกลือนั้นออกเป็น 3 ส่วน แล้วเริ่มใส่เกลือส่วนแรกลงในบ่อหรือตู้ปลา รอดูอาการปลา 1 ชั่วโมง จึงใส่
ส่วนที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

เมทิลีนบลู และ ด่างทับทิม ควรใช้กับปลาที่อยู่ในตู้กระจกหรือบ่อปูนเท่านั้น

มาลาไคต์กรีน เป็นสารเคมีที่อาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้ อย่าสัมผัสกับสารเคมีชนิดนี้โดยตรง และไม่ควรใช้กับปลาที่เลี้ยง
เพื่อการบริโภค


Watery_Wing

  • Guest
 ;) สุดยอดคะ คุณนพรัตน์ หาข้อมูลมาอัพเดทให้อยู่เรื่อยๆเลยคะ เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคะ

ยกนิ้วให้เลยคะ กับความทุ่มเท และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสาธารณะชนคะ

nopparat

  • Guest
นำมารวมไว้เป็นหมวดหมู่เดียวกันครับ จะได้หาข้อมูลกันได้ง่ายๆ...
กับอีก 1 website น่าสนใจ ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับปลา
พร้อมภาพประกอบ

http://www.fishdeals.com/fish_diseases/stressdisease.shtml

(ภาพตัวอย่าง)