Author Topic: น้ำธรรมดาทำให้ปลาตายได้ยังไง  (Read 3258 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

RedSwan

  • Guest
 น้ำครับ น้ำอย่างเดียวเลย(รวมไปถึงพฤติกรรมการเลี้ยงของแต่ละบุคคลด้วย) ที่ทำให้ปลารอดหรือตาย เลยค้นซิครับ สืบค้นด้วยตัวเอง จนได้ความรู้มาประดับสมองอันน้อยนิดอีกนิดนึง ว่าน้ำที่เราๆท่านๆเอามาเลี้ยงปลา มีสารบางอย่างที่ทำให้ปลาตายได้ แล้วสารนั้นมันคืออะไรบ้าง ระดับเซียนหลายๆท่านคงรู้แล้วละ แต่กับมือใหม่(เหมือนผมเอง :P) รู้มั๊ยละครับ ว่ามันคือสารอะไร........................หมดเวลาคิด เฉลยเลยดีกว่า

1.คลอรีน ----> 2.แอมโมเนีย ---> 3.ไนไตรท์ ----> 4.ไนเตรท คือลำดับการเกิดสารต่างๆในน้ำในตู้ที่เราเลี้ยง แล้วเจ้าสารเหล่านี้มาได้ยังไง ขออนุญาตเล่าความตามที่รู้ให้กับเพื่อนๆที่ยังไม่รู้ได้รู้กันนะครับ(พี่ๆเซียนๆทั้งหลายรู้แล้ว อ่านแล้ว ผิดถูกยังไงบอกได้นะครับ :D)

1.คลอรีน ตัวนี้ ผมว่าเกือบทั้งหมดที่เลี้ยงปลา น่าจะรู้ว่ามันมาจากไหน และมีวิธีการจัดการกับเจ้าคลอรีนยังไง แต่ก็อาจมีมือใหม่ซิงๆจริงๆ ที่ไม่รู้  หลายท่านที่เริ่มเลี้ยงปลา ทำให้ปลาตายเพราะไม่รู้เกี่ยวกับคลอรีนเยอะมาก(รวมถึงตัวเองในช่วงแรกที่เลี้ยง) ไม่เฉพาะกับปลาหางนกยูงนะครับ ปลาทุกอย่างที่เป็นปลาน้ำจืด ตายได้เพราะคลอรีนทั้งนั้น วิธีการกำจัดคลอรีน ไม่ได้ยุ่งยากเลยครับ แค่รองน้ำประปามาตั้งพักไว้ซัก 2-3 วัน ครอลีนก็จะระเหยออกไปเองแล้วละ ซึ่งตรงนี้มือใหม่หลายๆท่าน จัดการกับเจ้าครอลีนได้สบายเมื่อได้รู้ถึงผลของมันต่อตัวปลาแล้ว เมื่อหมดคลอรีนปลาเราก็อยู่สบายละทีนี้ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าน้ำที่เราพักไว้ครอลีนหมดหรือยัง ก็มีสารชีวภาพบางอย่างช่วยได้ เช่น เกล็ดไฮโปร อควาคอน ฯลฯ เพื่อความสบายใจ(เพราะผมก็ใช้อยู่) พอรอดมาจากคลอรีนแล้ว อย่าเพิ่งนอนใจนะ เพราะหลังจากที่เราเลี้ยงปลาน้อยไปซักพัก จะเกิดสารตัวที่สองตามมา

2.แอมโมเนีย มาได้ไงละตัวนี้ เจ้าสารตัวนี้จะเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการให้อาหารของแต่ละบุคคลด้วยนะ เพราะแอมโมเนียมันเกิดมาจากของเสียจากปลาก็คือขี้ปลาและเศษอาหารที่เหลืออยู่ก้นตู้ ปลากิน กินแล้วก็ต้องขี้ เมื่อทั้งขี้ปลาและเศษอาหารที่เหลือเริ่มย่อยสลาย จะทำให้น้ำเกิดแอมโมเนียขึ้นมา แอมโมเนียแค่น้อยนิดสามารถทำให้ปลาตายได้นะครับ บอกได้เลย สารตัวนี้ร้ายแรงที่สุดใน 4 ระดับ ที่บอกไว้ แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเจ้าแอมโมเนียได้แน่นอน เพราะถึงเราจะรู้ว่ามันมาจากไหน ป้องกันยังไง แต่ก็ลำบากเราคงตามไปดูดขี้ปลาหรือเศษอาหารที่ให้ไว้เกิน  ตลอดวันไม่ได้หรอก แต่ธรรมชาติก็ยังไม่ทอดทิ้งเรา เพราะเมื่อเกิดแอมโมเนียขึ้นมาธรรมชาติก็จะสร้างแบคทีเรียขึ้นมาตัวนึง(มีชื่อเรียกด้วยนะแต่จำไม่ได้ละ ขอเรียกเจ้า A ละกัน) เจ้าแบคทีเรีย A จะมาเป็นผู้กำจัดแอมโมเนียช่วยเราอีกทางนึง แต่เมื่อเกิดการกำจัดด้วยธรรมชาติตามนั้นแล้ว ก็จะทำให้เจ้าสารตัวที่สามเกิดขึ้นมา

3.ไนไตรท์ มันจะเกิดจากปฎิกริยาจากข้อ 2 แต่เจ้าไนไตรท์จะเป็นพิษกับปลาน้อยกว่าแอมโมเนีย แต่ก็เป็นพิษเช่นกัน และธรรมาชาติก็จะสร้างแบคทีเรียขึ้นมาอีกตัวนึง(มีชื่ออีกเช่นกันแต่ไม่ได้จำ เรียกว่าเจ้า B ละกัน) แบคทีเรีย B ก็จะกำจัดไนไตรท์ ให้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่อเกิดการกำจัดไนไตรท์ของแบคทีเรีย B แล้ว ก็จะเกิดดสารตัวที่ 4 เกิดขึ้นมา

4.ไนเตรท สารตัวนี้จะมีผลกับปลาน้อยที่สุด ปลาทนได้มากกว่าแอมโมเนียและไนไตรท์ อย่างมากมายเพราะมันเป็นขั้นสุดท้ายของการกลายพันธุ์ละ แต่กว่าจะมาถึงสารตัวสุดท้าย ปลาน้อยคงลาโลกไปตั้งแต่แอมโมเนียแล้วละ

ที่เล่ามาแค่อยากจะบอกมือใหม่หัดเลี้ยงว่าให้ระวังเรื่องน้ำที่เราใช้เลี้ยงกันให้ดี การถ่ายน้ำ การดูดขี้ปลา ดูดเศษอาหารที่เหลือ ออก นั้นคือการป้องกันที่ดีที่สุด  ;D
« Last Edit: October 24, 2006, 12:25:14 pm by RedSwan »

nopparat

  • Guest
ที่เล่ามาแค่อยากจะบอกมือใหม่หัดเลี้ยงว่าให้ระวังเรื่องน้ำที่เราใช้เลี้ยงกันให้ดี การถ่ายน้ำ การดูดขี้ปลา ดูเศษอาหาร ออก นั้นคือการป้องกันที่ดีที่สุด

confirm ตามที่ คุณ RedSwan ได้สรุปไว้ครับ และที่สำคัญคือต้องปฏิบัติให้ เป็นกิจวัตร (เป็นประจำ/สม่ำเสมอ)

RedSwan

  • Guest
ต่ออีกนิดนะครับ ถ้าตั้งใจจะเลี้ยงปลาให้ดี ให้รอด ไปตลอด ควรสังเกตุความเป็นอยู่ของปลาด้วยนะครับ

ลำดับที่ 1 การว่ายของปลา  น้ำที่เราเลี้ยง ดูใสก็จริง แต่ในตู้นั้นอาจจะเกิดแอมโมเนียขึ้นมาแล้วก็ได้ เราไม่สามารถมองเห็นได้ ถ้าปลาที่เราเลี้ยงว่ายกันปกติที่ปลาที่ดีควรจะออกท่าทางในการว่ายก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าเกิดอาการเบรคแดนซ์(หัวสั่นหางส่ายนั้นเอง )กับปลาเราเมื่อไหร่  ถ้าเห็นแต่เนิ่นๆ รีบเปลี่ยนน้ำจะช่วยได้เยอะ ปลาจะไม่บาดเจ็บไปมากกว่านั้น แต่ถ้าปล่อยต่อไป ปลาเหล่านั้นบางตัวถ้าทนไหวก็ยังแค่หัวสั่นหางส่ายต่อไปจนเปลี่ยนน้ำถึงจะหาย แต่ถ้าบางตัวถึงขีดสุดจะทำให้เกิดอาการครีบลู่หางลีบจนนำไปสู่โรคติดต่ออย่างอื่นอีก จะทำให้ปลาตายทั้งตู้ได้

ลำดับที่ 2 ที่ที่ลอยตัวอยู่ในตู้ของปลา ถ้าน้ำในตู้ปกติ ปลาจะต้องว่ายได้ทั้งตู้ ขึ้นบนบ้าง ลงล่างบ้าง  ซ้าย ขวา หน้า หลัง ต้องไปหมด คือทั้งตู้ควรจะมีปลากระจายอยู่ทุกส่วนของตู้ แต่ถ้าปลามาลอยกันอยู่บนผิวน้ำทั้งหมด หรือไปออกันอยู่ตรงที่ฟองอ๊อกซิเจนออกมา นั้นแสดงว่า ด้านล่างตู้มีอ๊อกซิเจนไม่เพียงพอจนปลาอยู่ไม่ได้แล้ว คืออาจเป็นการเริ่มเกิดคลื่นใต้น้ำ...ไม่ใช่ แอมโมเนียเริ่มที่จะทำงานของมันแล้ว ถ้ามีอ๊อกซิเจนผงกับแบคทีเรียผงลองโรยลงไปก่อน ถ้าอ๊อกซิเจนผงกับแบคทีเรียผงทำปฏิกริยาเสร็จแล้ว ปลากลับไปว่ายกันปกติก็เป็นอันจบ แต่ถ้ายังอาการเดิมลอยหัวอยู่ รีบเปลี่ยนน้ำอย่างเดียวเลย จะได้ผ่อนหนักเป็นเบา

ลำดับที่ 3 ถ้าเราเลี้ยงปลามาซักระยะนึงแล้ว ปลาที่อยู่กับเรามาจะทนสภาวะการเลี้ยงของเราได้แล้วหรือได้ลูกที่เกิดจากน้ำเราแล้ว(น้ำประปานะครับอย่าคิดมาก ) บางทีน้ำเสียแค่ไหนก็ยังทนได้(ยิ่งกว่าศรีทนได้อีก) ซึ่งถ้าได้ไปเห็นบางบ้าน น้ำขุ่นเชียว แต่ปลาว่ายกันสบายเลย ซึ่งนั้นแสดงว่าปลาทนน้ำเราได้แล้ว ตามที่เฮียเซียงเคยบอกไว้(ขออนุญาตเฮียเอามาเขียนครับ)"ปลาที่เราเลี้ยงอยู่บ้านเรายังไงก็ไม่ตาย แต่ถ้าให้คุณไปเลี้ยงปลาอาจจะตายก็ได้ เพราะปลาอยู่บ้านเราทนได้กับการเลี้ยงแบบเรา"   ถ้าเห็นปลาเราว่ายกันสบายดี ก็ควรสังเกตุจากการดมน้ำในตู้ครับ น้ำใหม่สะอาดลองดมไว้ ผ่านไปซักอาทิตย์นึงก่อนเปลี่ยนน้ำลองดมอีก ถ้าลองดมแล้วน้ำมีกลิ่นที่เรารู้สึกไม่ดีแน่ๆ  ผมว่าเวลาเราดมน้ำแล้วถ้าน้ำเสียเราน่าจะได้กลิ่นที่มันไม่ควรเป็นกลิ่นของน้ำดีละนะ(อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละคนด้วย)ก็ควรเปลี่ยนน้ำให้น้องปลาเราบ้างนะครับ จะได้สบายตัว

ถ้าเราเลี้ยงแล้วหมั่นเอาใจใส่กับสิ่งเหล่านี้ จะไม่มีคำถามที่ว่า ปลาตายได้ยังไง เมื่อเช้ายังว่ายดีอยู่เลยกลับไปนอนตายก้นตู้ซะแล้ว   บางครั้งปลาที่ได้มาก็แข็งแรงดีนะครับ แต่อยู่ที่การเลี้ยง การเอาใจใส่ของเรา ที่จะทำให้ปลารอดและอยู่สบาย จะได้มีความสุขเวลาที่กลับไปแล้วน้องปลาทั้งหลายว่ายมารวมที่มุมตู้เพื่อรอเราให้อาหาร และแย่งกินอาหารที่เราให้

แต่น้ำที่เราจะเปลี่ยนต้องเป็นน้ำที่เตรียมไว้แล้วด้วยนะครับ ไม่ใช่น้ำเพียวๆจะก๊อกเลยนะ คือพักเพื่อระเหยคลอรีนแล้ว และควรเปลี่ยนในเวลาเช้าหรือเย็นนะครับอุณหภูมิในตู้จะไม่ค่อยแตกต่างกับน้ำที่พักไว้เท่าไหร่(เวลาในการเปลี่ยนน้ำ ผมคิดเอาเองนะ)

ที่เขียนมาด้านบน จากประสพการณ์ที่ทำให้ปลาตายมาแล้วจนพบวิธีดูแลปลาเท่าที่จะทำได้ครับ

Offline kombua

  • k+G+B
  • TGC STAFF
  • GURU User
  • *****
  • Posts: 1,027
  • Gender: Male
  • Tel. : 084 1557514, 085 2219023
    • View Profile
    • k+G+B Guppy Studio
อืมม เท่าที่อ่านดูแล้วท่าน เรดสวอน ได้ให้คำแนะนำที่ดีแล้วนะครับ ผมขอรับเอาไปปฎิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงปลาที่บ้านต่อเลยนะครับ :D   

+1 ให้นะครับพี่

RedSwan

  • Guest
พี่ คมบัว ย้ายสถานที่เลี้ยงปลามาอยู่แถวเกษตรเมื่อไหร่บอกด้วยนะ จะได้ขอไปเยี่ยมชมน้องปลาซะหน่อย  ;D

nopparat

  • Guest
พี่ คมบัว ย้ายสถานที่เลี้ยงปลามาอยู่แถวเกษตรเมื่อไหร่บอกด้วยนะ จะได้ขอไปเยี่ยมชมน้องปลาซะหน่อย  ;D

พี่ kombua มีโครงการจะย้ายสถานที่เลี้ยงปลาด้วยหรือครับ
..เอาเป็นว่า ถ้าช่วงที่จะย้ายแล้ว ยังจัดสถานที่ไม่เข้าที่เข้าทาง ยังจัดวางไม่ลงตัว มีปลาเยอะเกินไป
แถวๆ สมุทรสาครก็พอจะมีที่รับฝากเลี้ยงปลาสวยๆ ของพี่ kombua อยู่นะครับ (รับฝากแบบไม่ให้คืน  :D)

guide-guppylover

  • Guest
ให้+1เหมือนกัน   ;D

RedSwan

  • Guest
พี่ kombua มีโครงการจะย้ายสถานที่เลี้ยงปลาด้วยหรือครับ
..เอาเป็นว่า ถ้าช่วงที่จะย้ายแล้ว ยังจัดสถานที่ไม่เข้าที่เข้าทาง ยังจัดวางไม่ลงตัว มีปลาเยอะเกินไป
แถวๆ สมุทรสาครก็พอจะมีที่รับฝากเลี้ยงปลาสวยๆ ของพี่ kombua อยู่นะครับ (รับฝากแบบไม่ให้คืน  :D)

แค่แซวพี่คมเค้านะครับ คุณนพรัตน์ พี่คมเค้าก็ยังเลี้ยงที่บางนาเหมือนเดิมละ เดี๊ยวจะเข้าใจผิดกันไป

nopparat

  • Guest
แค่แซวพี่คมเค้านะครับ คุณนพรัตน์ พี่คมเค้าก็ยังเลี้ยงที่บางนาเหมือนเดิมละ เดี๊ยวจะเข้าใจผิดกันไป

OK เข้าใจแล้วครับ...ตอนแรกผมก็เข้าใจว่าจะย้ายไปเลี้ยงแถว ตะวันแดง หรือ กระฉูด   

Offline opera

  • Senior User
  • ***
  • Posts: 164
    • View Profile
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับผม  :D

พิม

  • Guest
เมื่อกี้นี้อ่านจบ รีบวิ่งไปดูน้ำในตู้เลยค่ะ   อิอิ
น้ำเกือบ ๆ ขุ่นแล้ว   เลยเปลี่ยนออกมาครึ่งนึง  ใส่น้ำใหม่ครึ่งนึง
 
ตู้ที่บ้านอยู่ข้างระเบียง  ไม่ร้อน  มีแสงสว่างทั้งวัน
เคยอ่านว่า เป็นเหตุให้ตะไคร่จับข้างตู้ได้ง่าย จริงไหมคะ 

จะย้ายตู้  แต่ก็ไกฃปลั๊กไฟ  ลากสายอ๊อกไปไม่ถึง
จะโยงสายก็เกะกะ  เฮ้อ..

ตอนนี้ต้องเอาฟองน้ำเช็ดด้านในตู้ ทุก ๆ 2 วันค่ะ